Author: Psychoromance (Yochan)
Pairing: Chansung x Junho (ChanHo)
Fandom: 2PM
Rating: PG-NC









Blackout the Sun (3)



 



ตึง!!




เสียงแผ่นหลังกระแทกลงกับเบาะอย่างจังดังสนั่นห้องซ้อม แม้จะมีแผ่นเบาะรองหนาช่วยลดแรงกระแทกลงไปบ้าง หากแต่การเสียหลักตีลังกาลงผิดท่าก็ทำให้รู้สึกเจ็บแปลบจนร้องไม่ออก ผมนอนแน่นิ่ง ใบหน้าเหยเกด้วยความเจ็บ ประสาทสัมผัสแทบทุกอย่างไม่ทำงาน เว้นก็แต่สองหูที่ยังคงได้ยินเสียงดังชัดเจน


“จุนโฮ! เวลาตีลังกากลับหลังนายต้องกระโดดให้สูงกว่านี้!”  ครูฝึกตะโกนลั่น ผมได้แต่รับฟัง สองแขนพลางดันตัวลุกทั้งที่ยังไม่พร้อม



ยังไม่ทันได้ตั้งตัว ฝ่ามือแกร่งของใครคนหนึ่งก็เข้ามาฉุดดึงร่างผมขึ้นด้วยความเร็ว ท่อนแขนแข็งแรงกระชับแน่นราวกับเกรงว่าผมจะล้มหงายหลังลงไปอีก ทว่าพอยืนหยัดได้เต็มสองขา ผมก็รีบผลักไสความหวังดีที่ไม่ต้องการออกไปเสียไกล
 

ฮวางชานซอง ไม่ปริปากโต้ตอบ เขาเลือกที่จะเดินกลับไปที่มุมซ้อมของตัวเองอย่างเงียบๆ
 


เวลาผ่านไปเพียงไม่กี่วิ ครูฝึกก็กวักมือเรียกให้ร่างสูงเดินย้อนกลับมา “นายลงไปนอน คอยเป็นฐานส่งแรงให้จุนโฮตอนที่วิ่งมา” เสียงน่าเกรงขามออกคำสั่ง ผมได้แต่อึ้ง ส่วนชานซองกลับพยักหน้ารับคำแต่โดยดีก่อนจะทิ้งตัวลงนอนหงายบนเบาะรอง
 

ใช่ว่าก่อนหน้านี้เราจะไม่เคยได้ร่วมหรือช่วยกันฝึกซ้อม ส่วนมากแล้วไม่พี่แทคยอนก็จะเป็นชานซองนี่แหล่ะที่จะคอยสับเปลี่ยนเป็นฐานใน การฝึกอโครบาติกให้คนอื่นเสมอ แต่นั่นมันไม่ใช่หลังจากที่ผมพึ่งจะถูก ทำเรื่องเฮงซวย ใส่ไม่นานอย่างอย่างครั้งนี้เนี่ยสิ
 


ในเมื่อการช่วยกันฝึกอโครบาติกต้องใช้ความไว้เนื้อเชื่อใจกันอย่างมาก แต่ตอนนี้ ผมไม่หลงเหลือแม้แต่เศษเสี้ยวของความไว้วางใจให้กับเขา

 
“เอ้า ยืนนิ่งอยู่ทำไมจุนโฮ? ไปซ้อมต่อสิ ท่าจบครั้งนี้สำคัญมากนะ”

 
“........”
 

ผมยอมเดินไปสุดทางของห้องซ้อม สูดลมหายใจเข้าออกยาวๆ ก่อนจะตั้งท่าเตรียมวิ่งไปยังเบาะรองที่ฮวางชานซองรออยู่ ปลายเท้าร่างสูงหันมาทางผม หัวเข่าชันขึ้นเล็กน้อย สองมือยื่นขึ้นเป็นสัญญาณบ่งบอกความพร้อม  ผมเริ่มออกวิ่ง เร่งความเร็วขึ้นเพื่อเป็นแรงส่งให้กระโดดได้สูงพอที่จะสามารถตีลังกากลับ หลัง และเมื่อวิ่งมาถึงตรงหน้าร่างของชานซอง ผมก็ยื่นมือประสานกับสองมือที่รออยู่ก่อน สองขาพร้อมออกแรงกระโดดขึ้นจนทั้งร่างลอยสูงจากพื้น
 
 


จะว่าเวลาเหมือนผ่านไปช้าก็ช้า จะว่าเหมือนหยุดไปชั่วครูก็ใช่ ขณะที่ร่างลอยคว้างขึ้นในอากาศ สายตาผมก็สบเข้ากับสายตาคู่คมของชานซองเข้าพอดิบพอดี ใบหน้าเขาดูเป็นกังวลไม่น้อยไปกว่าที่ผมรู้สึกอยู่ ราวกับว่าทุกอย่างเกือบจะหยุดนิ่ง จนกระทั่งเมื่อสองขาวาดไปในอากาศก่อนทิ้งตัวลง เวลาก็ถูกเร่งกลับไปเป็นปกติ อาจจะเร็วกว่าเดิมด้วยซ้ำ


 
 
ตึง!!

 
 

แม้เท้าทั้งสองข้างจะสามารถทิ้งลงกับเบาะได้ แต่ทว่าเรี่ยวแรงยืนหยัดให้มั่นกลับหดหาย ทำให้ร่างกายผมโน้มตัวไปด้านหน้าจนเสียหลักสะดุดล้มลงอีกครั้ง ครั้งนี้ความเจ็บจากครั้งก่อนผสานพอกพูนจนความปวดร้าวแล่นริ้วจากขาลามไปถึงแผ่นหลัง ถึงอย่างนั้นผมก็ไม่ยอมแพ้ พยายามใช้สองแขนดันตัวลุกขึ้นจากเบาะอย่างยากลำบาก


ขณะที่เกือบจะทรุดลงอีกรอบ เอวผมก็ถูกฉุดรั้งไว้ด้วยสองมือร้อนขนาบข้าง นิ้วมือทั้งสิบกระชับแน่นออกแรงดึงร่างผมให้ลุกขึ้นยืน พอจะแกะนิ้วเหนียวหนึบนั่นออก คนที่เป็นฐานให้เมื่อครู่ก็ใช้วงแขนโอบล็อคไว้แทน


“ปล่อย...” เปล่งเสียงออกไปทั้งที่กัดฟันกรอด จริงๆถ้าเขาปล่อยมือออกผมก็ไม่แน่ใจนักว่าทรงตัวยืนอยู่ได้ แต่ผมไม่อยากแสดงความอ่อนแอให้ใครเห็น ขนาดเรื่องแค่นี้ยังทำไม่สำเร็จ แล้วถ้าต้องแสดงจริงๆขึ้นมา งานจะออกมาราบรื่นได้อย่างไร ผมไม่มีทางยอมแพ้ง่ายๆแน่
 

“ฮยอง.. ซ้อมมาก็หลายชั่วโมงแล้ว วันนี้พอก่อนได้ไหม?” ชานซองเอ่ยขัด สองแขนยังโอบรัดไม่ยอมปล่อย พอผมจะอ้าปากปฏิเสธ เขาก็เล่นออกแรงบีบเอวจนผมต้องหลุดร้อง โอ๊ย ออกมา


ครูฝึกครุ่นคิดไปครู่ หากแต่สุดท้ายก็พยักหน้าเห็นด้วย “ถ้าอย่างนั้นพวกนายไปพักได้ พรุ่งนี้มาเจอกันเวลาเดิม” มือหนึ่งพลางวาดในอากาศบ่งบอกว่าให้พวกเราแยกย้าย หลังจากที่ครูฝึกเดินออกจากไปแล้ว ผมก็จัดการกระทุ้งศอกเข้ากับท้องอีกฝ่ายกลับคืนไปที จนมือหนึบๆนั่นหลุดออกจากเอว


“ทำเป็นเก่งอยู่ได้!” ได้ยินเสียงประชดประชันคล้อนตามด้านหลังขณะที่เดินออกจากห้องซ้อม ผมไม่สนใจ ก้าวขาเดินต่อไปเรื่อย ถึงจะเจ็บแปลบทุกครั้งที่เท้ากระทบพื้นก็ยังก้าวต่อไม่หยุด ต้องไม่ยอมหยุดแค่นี้






สองเท้าเดินย่างมาถึงห้องน้ำ มุ่งตรงต่อไปที่อ่างล้างหน้า ก่อนจะสอดมือผ่านใต้ก๊อกไปที่เซนเซอร์จับความร้อน ทันใดนั้นสายน้ำฉ่ำเย็นก็หลั่งไหลออกมา ผมวักน้ำขึ้นชโลมใบหน้าหลายๆทีให้ความสดชื่นได้ก่อตัว ทว่ามันก็ไม่ได้ช่วยมากนัก เพราะตอนนี้เงาสะท้อนภาพตัวเองในกระจกนี่แทบดูไม่ได้ ขอบตาทั้งสองข้างของผมทั้งบวมทั้งคล้ำ คงเพราะหลายเรื่องประเดประดังเข้ามาเหลือเกิน
 
 
ผมถอนหายใจเฮือก สะบัดน้ำออกจากมือไปด้วย แผ่นหลังยังรู้สึกปวดหนึบอยู่บ้าง หวังว่าพอได้กลับไปนอนพักจะช่วยทำให้รู้สึกดีขึ้น ถ้าหากพี่แจบอมยังอยู่คนที่ต้องรับบทหนักคงเป็นพี่เขาแน่ แต่ในเมื่อเวลานี้สถานการณ์เปลี่ยนไป เราทุกคนก็ต้องพยายามมากยิ่งกว่าเก่า ผมจึงรู้สึกกดดันอย่างช่วยไม่ได้

 
คิดอะไรได้ไม่นานนัก จู่ๆประตูห้องน้ำก็เปิดออก ร่างของคนที่ไม่อยากเห็นที่สุดปรากฏขึ้น ฮวางชานซอง แสดงสีหน้าราวกับล่วงรู้อยู่แล้วว่าจะพบเจอผมในนี้ ส่วนผมแค่เห็นเขาแวบเดียวอารมณ์ก็ยิ่งหม่นลงกว่าเดิม จึงหันเมินและตัดสินใจเดินสวนออกโดยเร็ว
 


“จะรีบไปไหน ยังไงก็ต้องกลับด้วยกัน” อุ้งมือร้อนคว้าหมับที่ข้อมือ ร้อนจนอยากจะสวนหมัดใส่หน้าสักทีอย่างหาที่ระบาย
 

“อ๋อเหรอ ก็นึกว่าจะไปเตร็ดเตร่ต่อที่ไหนอีกไง” ตอบโดยไม่สบตา ไม่เข้าใจจะมายุ่มย่ามอะไรกันนักหนา ต่างคนต่างอยู่เหมือนแต่แรกก็สิ้นเรื่อง น่าจะรู้อยู่ว่าทำแบบนี้ก็รังแต่จะสร้างความหงุดหงิดรำคาญใจให้กันเท่านั้น

 
“วันนี้ไม่ไป เราจะกลับพร้อมกัน”  ประโยคหลังเขาเน้นคำ แต่มีหรือที่คนอย่างอีจุนโฮจะยอมง่ายๆ จัดการรีบตอกหน้ากลับตรงข้าม
 

“งั้นฉันไปเอง”


ชานซองหน้าถอดสีทันที ปลายคิ้วขมวดเข้าหากันแบบไม่เกรงใจ ผมยกยิ้มหยัน ก้าวขาเดินต่ออีกครั้ง หากแต่ก็ถูก ลาก กลับเข้ามาด้านในเหมือนเดิม พอดีกับที่มีเสียงคนกลุ่มหนึ่งสนทนาดังจอแจจากนอกประตู ร่างสูงกว่าจึงถือโอกาสตอนที่ความสนใจผมถูกหันเหไปครู่ ทั้งผลักทั้งดันให้ผมเข้าไปอยู่ในห้องน้ำห้องหนึ่งพร้อมกันกับเขา
 
 

และพอจะอ้าปากต่อว่า กลุ่มคนด้านนอกก็เดินเข้ามากัันเสียก่อน อีกฝ่ายเลยยกนิ้วชี้วางนาบกับริมฝีปากผมก่อนจะกระตุกยิ้มอย่างเย้ยหยันกลับ คงเพราะรู้ว่าผมจะไม่โวยวายตราบใดที่ยังมีคนอยู่ด้านนอก จึงได้แต่อัดอั้นอารมณ์รอเวลาที่มันจะระเบิดใส่คนตรงหน้า และอาจจะอัดอั้นได้ดีกว่านี้ถ้าหากเขาไม่มา ทำเรื่องเฮงซวย ใส่ผมอีก

 

ปลายจมูกโด่งโน้มเข้ามาแตะโดนที่แก้ม เรียวลิ้นลากชิมหยดน้ำเย็นที่ยังค้างอยู่บนใบหน้า ซ้ำร้ายอ้อมแขนเกะกะก็ยังเข้ามาโอบกระชับที่เอวอย่างถือวิสาสะ คิดว่าไม่กล้าตอบโต้ถึงได้อยากจะทำอะไรก็ทำสินะ สองมือผมจัดการคว้าไปที่ต้นแขนของอีกฝ่าย ออกแรงฝังคมเล็บลงไปในผิวเนื้อซีดๆเพื่อให้เขา หยุด

 
ทว่ายิ่งออกแรง คนตรงหน้าก็ยิ่งทำตามอำเภอใจ ริมฝีปากหยักเข้าเม้มที่ใบหู จากเม้มเป็นขบ จากขบเป็นกัด แม้ไม่ได้รุนแรงมากนัก หากแต่ก็ทำให้รู้สึกเจ็บแค้นจนต้องฝังคมเล็บลงไปในผิวคนตรงหน้าให้ลึกขึ้น ลึกเสียจนคิดว่าถ้าปล่อยมือออกคงได้มีเลือดติดออกมาแน่
 

แต่มีหรือที่คนอย่างฮวางชานซองจะรู้สึกรู้สา
 

กรงแขนแกร่งยังคงเข้ามาโอบรัดและลากสัมผัสนิ้วมือไปตามไขสันหลัง กดเฟ้นจนสะดุ้งไปบางครั้งเมื่อปลายนิ้วโดนถูกจุดที่ยังรู้สึกเจ็บๆตึงๆ ผมเบือนหน้าออก กัดคมเขี้ยวลงกับริมฝีปากล่างเพื่อสกัดกั้นเสียงร้อง แต่ก็ถูกอุ้งมือหนาก็จับประคองซีกหน้าให้เงยขึ้นเพื่อรับสัมผัสริมฝีปากร้อนฉ่า



หยาดน้ำเย็นที่ค้างบนใบหน้าเมื่อครู่เหือดหายเพราะไอร้อนจากร่างสูง เม็ดเหงื่อเดือดพล่านผุดออกจากผิวกายแทนที่ ยิ่งอุณภูมิถูกถ่ายเทจากร่างกายอีกฝ่ายผ่านมาทางปลายลิ้น ทั้งร่างก็พาลร้อนรุ่มไปด้วย ผมฝังนิ้วมือลงกับต้นแขนคนตรงหน้าให้แรงขึ้นอีกครั้ง อยากทำให้เจ็บให้เข็ดหลาบ ทว่าสุดท้ายคนที่ถูกทำให้เจ็บช้ำกลับกลายเป็นผมเสียเอง

 
 
ทุกอย่างที่ชานซองทำไม่ต่างจากการทรมานให้ผมตายอย่างช้าๆ สัมผัสที่ส่งผ่านมาทางริมฝีปากหยักนั้นไม่มีแม้แต่ความนุ่มนวล สิ่งที่ผมรับรู้ได้มีแต่ความหยาบกระด้างและเอาแต่ใจ ริมฝีปากทั้งบนล่างถูกเขาเม้มและขบกัดจนเจ็บแสบ เรียวลิ้นถูกรุกล้ำอย่างจาบจ้วงปนกระหาย จมูกโด่งได้รูปนั่นก็เอาแต่หยาดรดลมหายใจร้อนรุ่มใส่  


ไม่เคยมีใครได้ล่วงรู้ว่าน้องเล็กของวงที่ใครๆต่างรักใคร่ เบื้องหลังใบหน้าอันหล่อเหลาที่หลายต่อหลายคนต่างยอมสยบให้ มีตัวตนที่แสนร้ายกาจที่สุดซุกซ่อนเอาไว้อยู่


ตัวตนที่ผม เพียงคนเดียว ที่จะได้รับเกียรติเห็นมัน

 
 


อากาศรอบข้างถูกเขาช่วงชิงไปทุกวินาที ร่างกายผมอ่อนแรง ทั้งสองมือแทบหมดแรงขืน แม้แต่สองขาก็แทบหมดแรงหยัดยืน ผิดกับอีกฝ่ายที่ยังใช้กรงแขนโอบรั้งผมไว้ไม่ยอมปล่อย โอบรั้งให้ร่างเราแนบชิดหลอมรวมด้วยอุณหภูมิจากร่างกายและริมฝีปาก

 
น่าเจ็บใจเหลือเกิน ทำไมผมถึงได้เป็นคนที่ต่อต้านเขาไม่ได้ทุกครั้งกันนะ?

 
 

ด้านนอกประตูเสียงกลุ่มคนเริ่มซาลงแล้ว ชานซองค่อยๆถอนริมฝีปากออกให้ผมเป็นอิสระ และเมื่อเสียงบานประตูปิดดังขึ้น ยังไม่ทันได้ออกปากว่า คนตรงหน้าก็เอ่ยคำพูดที่ทำให้ผมไม่สามารถแม้แต่จะเปล่งเสียงใดๆออกมา

 


“ฉันคิดถึงนายนะ... จุนโฮ...”

 


นัยย์ตาคู่คมจับจ้องมาอย่างแน่นิ่ง หากแต่แววตาคู่นั้นก็แฝงไปด้วยประกายความวูบไหว อ่อนไหวกว่าท่าทีที่แสนจะก้าวร้าวเมื่อครู่ เขาต้องกำลังโกหกอยู่แน่ อย่างน้อยผมก็อยากจะเชื่ออย่างนั้นถ้าหากทั้งสายตาและน้ำเสียงของเขาไม่ดูวิงวอนได้ขนาดนี้

 
 
เวลาผ่านมาเนิ่นนานแล้วทำไมถึงพึ่งมาพูดอะไรงี่เง่าแบบนี้ออกมา ทำไมถึงพึ่งมาพูดอะไรตอนนี้?


 
 
ร่างผมถูกโอบกอดไว้อีกครั้ง ฝ่ามือร้อนจับโน้มใบหน้าให้แนบไปกับแผ่นอก เสียงหัวใจเต้นดังผะแผ่ว คลอไปกับเสียงกระซิบสั่นเครือ  
 
 
 
 
“ฉันเป็นห่วงนายนะ กลับด้วยกันเถอะ...”

 
 

ผมปล่อยมือทั้งสองข้างออกจากต้นแขนซีดที่ตอนนี้เต็มไปด้วยร่องรอยจากแรงบีบ คมเล็บที่ฝังลงไปในผิวเนื้อเมื่อครู่ฝากรอยแดงไว้เสียน่ากลัว น่าแปลกที่เขายังคงทำท่าไม่รู้สึกรู้สากับมันได้ ร่างสูงกว่ายังคงซุกไซร้ปลายจมูกลงที่แก้มอย่างไม่เข็ดหลาบ ริมฝีปากชื้นยังคงส่งมอบสัมผัสมาอย่างต่อเนื่อง หากแต่ท่วงท่าของริมฝีปากนั้นกลับนุ่มนวลกว่าคราแรกจนรู้สึกได้ สุดท้ายแล้วผมก็พลั้งเผลอยินยอมตอบรับเขาแต่โดยดี
 

ทั้งๆที่ยังโมโหเขาอยู่มาก โมโหที่ชานซองชอบทำอะไรเอาแต่ใจตัวเอง โมโหจนอยากต่อยหน้าเขาไปหลายๆที ทว่าพอเอาเข้าจริงผมก็ยังต่อต้านเขาไม่ได้ ไม่ว่าจะพยายามหักห้ามตัวเองแค่ไหนก็ตาม


 
รสชาติและความรุ่มร้อนจากริมฝีปากนี้ ต่อให้มันทำให้ผมทุกข์ทรมานได้มากขนาดไหน ผมก็ยัง ต้องการเขา

 



หรือแท้จริงแล้ว อาจเป็นผมเอง ที่ไม่สามารถต่อต้านหัวใจของตัวเองได้




 

พระอาทิตย์ด้านนอกคงลาลับขอบฟ้าไปแล้ว เหลือก็แต่พระอาทิตย์ตรงหน้านี่ นานเท่าไหร่ก็ไม่เคยตกหายไปไหน ทั้งๆที่ก็ต้องพบเจอกันแทบทุกวัน ทำไมผมถึงยังได้โอบกอดความรุ่มร้อนนี้ไว้แนบแน่นราวกับไม่ได้พบเจอเสียเนิ่นนาน

 
 



                  

I want to blackout the sun

                  

 
 
 
 
 
______________
 
 
 
 

 
Writer Talk: มาแบบไม่ยาว ไม่รู้จะมีคนอยากอ่านรึเปล่ากับเรื่องนี้ ยังไงก็คอมเม้นต์กันมาละกันนะคะ จริงๆไม่อยากบอกว่าจะเอาลงรวมเล่มอย่างเดียวถ้าคอมเม้นต์ไม่ค่อยมี แต่ก็นะ อาจจะทำอย่างงั้น เห้ะๆ  ,,-.-,,
 
 
แจ้งข่าวอีกเรื่องนะคะ ตอนนี้เราเปิดบล็อกใหม่ เป็นบล็อกคุณวูค่ะ จะเอาไว้ลงฟิคที่คุณวูเป็นเมนอ่ะเนอะ ยังไงก็เข้าไปอ่านไปแอดได้นะ :) >> The Chronicles of KhunWoo << ชื่อบล็อกดูสิ้นคิดไปหน่อย เห้ะๆๆ
 
 
แล้วก็ใครอยากสอบถามเรื่องฟิค สามารถติดต่อได้ที่ทวิตเตอร์ @yochan_xho จ้า
 
 
เจอกันใหม่เอนทรี่หน้าคะ :)
 
 
Yo.