Title: I Just Want You to Love Me: [Black Out the Sun]
Author: Psychoromance (Yochan)
Paring: ChansungxJunho
Rate: NC- 18
Genre: Psycho-Romantic
 
 
Note: ภาคแรกคือ I'm Yours นะคะ ใครยังไม่เคยอ่านลองจิ้มอ่านได้ที่หน้า Fan-Fiction คะ ^^
 
 
 
 
 
Black Out the Sun





There is no use in imagining a world without you
Your love was like a drug I was addicted to



 


    นาฬิกาบนผนังห้องซ้อมบ่งบอกเวลาสี่ทุ่มตรง แม้แสงไฟนีออนยังส่องสว่างจ้า หากแต่ภายนอกอาคารคงไร้สิ้นแสงอาทิตย์ไปตั้งแต่หลายชั่วโมงก่อน การซ้อมถึงดึกดื่นลืมเวลาแบบนี้ไม่ใช่เรื่องแปลก โดยเฉพาะช่วงก่อนการคัมแบค

    ยิ่งมีเหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้นกับวงไม่กี่เดือนก่อนหน้า การตั้งหน้าตั้งตาซ้อมและซ้อม มันก็เป็นสิ่งจำเป็นที่ช่วยหันเหความสนใจออกความเจ็บปวดได้บ้างเหมือนกัน ไม่รู้ว่าขณะนี้คนอีกฝั่งฟ้ากำลังใช้ชีวิตเพียงคนเดียวอย่างไร ผมรู้เพียงแค่คนหลายคน ณ ที่นี้ แทบจะล้มทั้งยืนได้อยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน
 
 
    ความหวัง คือสิ่งที่ประคับประคองเราทุกคนให้ผ่านมาถึงจุดนี้ หากแต่ลึกๆในใจของผมลงไปแล้ว กลับคิดว่าความหวัง มักจะมาพร้อมกับความเจ็บปวดเสมอ


    “เฮ้… เหงื่อออกขนาดนั้น ใช้นี่สิ"
    เสียงหนึ่งเอ่ยดังขึ้นดึงสติให้กลับจากการเหม่อมองออกไปยังท้องฟ้าดำมืดนอกหน้าต่าง เจ้าของน้ำเสียงคุ้นเคยที่ไม่อยากจะใส่ใจฟังยื่นผ้าขนหนูส่งผ่านมาในระยะสายตา ผมเลือกที่จะเมิน และดึงเสื้อขึ้นมาเช็ดเหงื่อให้ตนเองแทน

    "ไม่จำเป็น"
    ตอบไปตรงๆ ไม่มีเหตุผลที่จะต้องเกรงใจหรือโกหก ไม่จำเป็นต้องเสแสร้งว่าเป็นเพื่อนรักกัน อย่างน้อยก็ในเวลาที่อยู่ด้วยกันเพียงสองคน

    อีจุนโฮที่เอาแต่ยิ้มสู้ทุกสถานการณ์  จะไม่มีตัวตนทุกครั้งที่ต้องอยู่กับ ฮวางชานซอง เพียงสองต่อสอง
 
 
    อาจเพราะอีกฝ่ายเป็นเหมือนของแสลงที่พอเฉียดใกล้แล้วต้องรู้สึกครั่นเนื้อครั่นตัวเสียทุกที ทำให้ไม่อยากมองหน้า ไม่อยากเข้าใกล้ ไม่อยากยุ่งเกี่ยว หากมีโอกาสก็อยากจะหนีไปเสียให้ไกล ทว่าในความเป็นจริงแล้วก็ทำได้เพียงแค่อดทน

    อดทนจนกว่าร่างกายและหัวใจจะเคยชิน
 
 
    แต่ต่อให้ระยะเวลาผ่านมาเนิ่นนานสักเท่าไหร่ พยายามกลบฝังเรื่องราวต่างๆไว้จนลึกสุดหัวใจสักเพียงไหน ผมก็ยังไม่สามารถทำใจให้ ชินชากับอดีต ได้เสียที

    อดีตอันแสนหวาน หากแต่ก็สามารถสร้างบาดแผลเหวอะหวะได้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าทุกครั้งที่นึกถึง แม้ในวันนี้ที่เขาแทบจะไม่รู้สึกรู้สาอะไรกับอดีตอีกต่อไป

    ฮวางชานซองคนเก่ง คนดี น้องเล็กผู้แสนน่ารัก น้องเล็กผู้ใสซื่อบริสุทธิ์ ที่แสนจะเลวและร้ายกาจ
 
   
    “จะกลับเลยเหรอจุนโฮ ไปหาอะไรกินกันก่อนไหม?”
    คงจะเป็นการเอ่ยปากชวนอย่างเสียไม่ได้ ในเมื่อตัวเลือกในห้องนี้ก็มีอยู่ไม่มาก มีแค่ผมเพียงคนเดียว

    "ไม่… นายไปคนเดียวเถอะ" ผมปฏิเสธ

    ชานซองยักคิ้วแสดงออกว่าจะเอาอย่างงั้นก็ได้ เขาไม่ดึงดัน กลับเลือกที่จะเดินจากไปอย่างที่คาดคิดไว้ไม่มีผิด

    เป็นเรื่องปกติที่ต่างคนต่างใช้ชีวิตของตนเอง ไม่จำเป็นต้องข้องเกี่ยวกันให้มาก ยกเว้นแค่เวลาอยู่ร่วมกับคนอื่นๆหรือต่อหน้ากล้องเท่านั้น เพื่อความสุขของส่วนรวม การแสดงออกว่าเคยมีเรื่องบาดหมางกับสมาชิกคนใดคนหนึ่งภายในวงจึงไม่ใช่ทางออก เรื่องนี้ทั้งผมและเขารู้ดี

    และเพราะรู้ดี เราทั้งคู่ถึงได้เก็บซ่อนความรู้สึกได้อย่างแนบเนียน ราวกับว่า ไม่เคยมีสิ่งใดได้เกิดขึ้น ระหว่างเรา
 
 
    สายตาผมทอดมองเจ้าของแผ่นหลังกว้างก้าวเดินจากไปอย่างมั่นคงไร้ความหวั่นไหว ไม่ว่าจะมองกี่ทีมันก็ทำให้เจ็บปวดภายในหัวใจได้ทุกครั้ง น่าสงสัยเหลือเกินว่าเขาไม่รู้สึกรู้สากับเรื่องที่ผ่านมาเลยได้อย่างไรกัน
 
    หลังจากที่ชานซองเดินจากลาลับสายตาไปแล้ว ผมก็ตัดสินใจออกจากบริษัทบ้าง ก้าวขาเดินฝ่าท้องฟ้ามืดมนไร้ซึ่งแสงดาวเพื่อเรียกแท็กซี่กลับหอพัก การใช้ชีวิตเป็นไอดอลแตกต่างจากสมัยที่เป็นเด็กฝึกอยู่มาก เรามีเงินมากขึ้น หากแต่ก็มีอิสระในชีวิตน้อยลงและต้องระมัดระวังตัวในทุกๆเรื่อง ทั้งนี้ก็เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดข่าวอื้อฉาว

    โดยเฉพาะเรื่องของพี่แจบอม ทำให้พวกเราต้องระมัดระวังตัวมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม ไม่มีใครไม่เจ็บปวดกับเรื่องที่เกิดขึ้น หากแต่พวกเราก็ยังคงต้องพยายามทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุดเท่าที่จะสามารถทำได้ เพียงเพราะยังคงมี ความหวัง
 
 
 
 
Go switch off the stars
And paint the sky black
Love isn't ever coming back
 
 
 
 
    เมื่อมาถึงหอพัก ก็ยังไม่มีใครกลับมาก่อนอีกตามเคย เทียบกับคนอื่นๆแล้วน่าจะเรียกได้ว่าผมอยู่ติดหอพักมากที่สุดคนนึงก็ว่าได้ คงเพราะไม่ได้มีงานพิธีกรหรือละครอย่างอูยองหรือพี่แทคยอน ไม่ต้องบินไปกลับต่างประเทศบ่อยๆอย่างพี่คุณ แล้วผมก็ไม่ได้มีสังคมกับคนในวงการเพลงมากมายอย่างพี่จุนซู

    เหลือก็แต่ชานซองที่ถึงแม้จะไมได้ยุ่งเหมือนอย่างคนอื่น เขาก็มักจะกลับหอพักเสียดึกดื่น เขามักชอบเที่ยวเตร็ดเตร่ การเป็นทั้งน้องเล็กของวงและลูกชายคนสุดท้องคงทำให้ถูกตามใจจนเคยตัว ป่านนี้ให้เดาเขาเองก็คงยังไม่ตระหนักนักหรอกว่าพวกเรากำลังถูกจับตามองมากแค่ไหน ได้แต่หวังว่าจะไม่มีเรื่องเลวร้ายอะไรเกิดขึ้นกับพวกเราอีกแล้วต่อจากนี้


    ผมเดินตรงไปอาบน้ำเพื่อชำระคราบเหงื่อไคลที่สะสมมาทั้งวัน ยามที่น้ำอุ่นเป็นสายปะทะร่างกายทำให้รู้สึกผ่อนคลายลงได้นิดหน่อย ถ้าเป็นไปได้ เวลาที่สายน้ำไหลทิ้งลงสู่ท่อ ก็อยากจะให้ภาพความทรงจำบางอย่างที่อยากลืมไปเสียให้หมดสิ้นได้ไหลทิ้งรวมไปด้วยเหมือนกัน

    ความทรงจำอันคลับคล้ายกับตะกอนสกปรกในน้ำ ยามสายน้ำหยุดนิ่งก็ช่างดูใสบริสุทธิ์ไร้สิ่งเจือปน หากแต่เมื่อไรที่มีสิ่งใดมากระทบ ความสดใสก็กลับกลายเป็นหม่นหมองลงได้ในพริบตา
 

    หลังจากชำระร่างกายเสร็จสิ้น ผมก็สวมใส่เสื้อผ้าสบายตัวก่อนจะทิ้งร่างกายลงนอนที่เตียงของตนเอง ภายในหัวพลางคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย ทุกครั้งที่หันหน้าไปทางเตียงว่างเปล่าของพี่แจบอม ก็อดที่จะคิดถึงพี่เขาขึ้นมาไม่ได้ ป่านนี้พี่เขาจะเป็นอย่างไร? สบายดีหรือไม่? คิดแล้วก็ได้แต่กังวล จึงได้แต่ต้องเลี่ยงสายตากลับมองไปยังดวงไฟบนเพดานแทน

    เหม่อมองนานจนเกือบจะผล็อยหลับ ผมก็ตัดสินใจปิดดวงไฟนีออนลงเสีย ปลดปล่อยตัวเองให้จมอยู่ในห้วงความฝันอย่างไม่คิดจะขัดขืน
 
 
 
    จนกระทั่งมีเสียงเคาะประตูดังมาเข้าหูมาแว่วๆ


    ก๊อกๆ..
 
 
 
    'เฮ้  เปิดประตูหน่อย'

    เสียงดังนอกประตูทำให้ผมเหลือบมองไปที่นาฬิกา มันบ่งบอกเวลาตีสองกว่าๆ ผมจึงเลือกที่จะนอนคลุมโปงปิดกั้นเสียงรบกวน ไม่คิดที่จะเดินออกไปเปิดประตูดังที่คนภายนอกห้องบอกไว้
 
   
    ปึงๆๆๆ!!


    'นายจะเปิดประตูให้ฉันดีๆ หรือว่าจะให้พังเข้าไป?'


    "……"
    เอาแต่ใจตัวเองที่สุดในโลก ถึงไม่อยากทำตาม แต่ผมก็รู้ว่าอีกฝ่ายบ้าดีเดือดมากพอที่จะทำอย่างที่พูด จึงได้แต้เดินไปเปิดประตูออกเพื่อเผชิญหน้ากับแขกไม่ได้รับเชิญยามราตรีด้วยอารมณ์ที่ไม่ค่อยจะสู้ดี

    แม้ภายนอกห้องและภายในห้องจะไร้แสงไฟ แม้สายตาไม่สามารถมองเห็นใบหน้าของผู้มาเยือนกลางดึก ผมก็รู้ดีว่าเขาคือ ฮวางชานซอง ด้วยน้ำเสียงที่ออกจะเจือปนความเอาแต่ใจ มันทำให้ผมรู้ว่าคือเขาโดยไม่ต้องมองเห็นหน้าเลยด้วยซ้ำ

    "ทำไมถึงพึ่งมาเปิด? ฉันเคาะเรียกตั้งนาน" และแค่ประตูเปิดออก เด็กไม่รู้จักโตก็เริ่มส่งเสียงโวยวาย นี่คงหนีไปกินเหล้ามาด้วยแน่ๆ ถึงได้มีกลิ่นแอลกอฮอล์ฉุนขนาดนี้

    "เงียบทำไม?" สองมือแกร่งคว้าเอาไหล่ไว้ทั้งสองข้าง ออกแรงบีบเพื่อคาดคั้นเอาคำตอบให้ได้ไปด้วย "ตอบมาสิ เป็นใบ้เหรอไงอีจุนโฮ?"

    ผมกัดกันกรอด นี่เขาไม่รู้ตัวเลยหรือไงว่ากำลังทำตัวไร้มารยาทขนาดไหน?

    "ฉันรำคาญ"

    "……"

    "ฉันรำคาญ ก็เลยไม่อยากเดินมาเปิดให้ ได้ยินหรือยัง?"

    อีกฝ่ายชะงักไปกับคำตอบ ผมจึงได้โอกาสสะบัดแขนตนเองให้หลุดออก ทว่าทันใดนั้น ชานซองก็ออกแรงผลักจนผมเซถอยหลังเพื่อที่ตนเองจะได้ก้าวขาเข้ามาภายในห้องได้

    "สนุกนักใช่ไหม ที่ทำเหมือนฉันไม่มีตัวตนบนโลก?" เขาเอ่ยพลางใช้มือหนึ่งดันประตูให้ปิดลง

    "……"
    ความคิดอยากให้เขาหายไปจากนี้ใจริงๆขึ้นมาผุดขึ้นในหัว คงเพราะการต่อความยาวสาวความยืดกับคนเมานั้นไม่มีประโยชน์อันใด โดยเฉพาะกับฮวางชานซอง
 
    "เงียบเป็นอย่างเดียวงั้นสิ ลืมไปแล้วเหรอว่า เมื่อก่อนเราเคยสนิทกันแค่ไหน"
    ครั้งนี้ผมแทบควบคุมสติตัวเองไม่ได้ นี่เขามีสิทธิอะไรมาเอ่ยถามแบบนี้กัน
 
    "ไปตายซะ" ผมสบถก่อนจะพยายามผลักดันอีกฝ่ายให้ออกไปจากห้อง อีกฝ่ายยื้อแรง และรวบจับข้อมือเพื่อไม่ให้ต่อต้านการผลักดันให้ร่างผมก้าวถอยหลัง จนกระทั่งปลายขาสะดุดล้มลงไปกับเตียง

    "ปากดีนี่ แสดงว่าลืมไปหมดแล้วงั้นสิ?" สองแขนโดนกดจมไปกับเตียงจนยากที่จะขยับเขยื้อน บ่งบอกว่าชานซองตอนนี้เองก็แทบจะระงับสติอารมณ์ตัวเองไม่ได้เช่นกัน "งั้นให้ฉันช่วยทบทวนความจำให้เป็นไง?" เขาเอ่ยต่อ จงใจก้มลงกระซิบกระซาบตรงข้างหูราวกับว่าจะยั่วโมโห
   
    "ปล่อย…" เปล่งน้ำเสียงออกจากลำคออย่างยากลำบาก ร่างกายผมสั่นขึ้นมาอย่างไร้สาเหตุ อาจเพราะได้กลิ่นแอลกอฮอล์เจือกลิ่นโคโลญจน์ถูกๆน่าเวียนหัว หรือไม่ก็เป็นเพราะความรุ่มร้อนจากกายอีกฝ่ายที่ทำให้ผมรู้สึกทุรนทุราย

    "ไม่…" ปลายจมูกโด่งลากลงตามแนวสันกรามพร้อมกับคำตอบเสียงแหบแห้ง ผมหลับตา บอกไม่ถูกว่าทำไมถึงไร้สิ้นเรี่ยวแรงที่จะต่อต้าน เวลาผ่านมาเนิ่นนานขนาดนี้แท้ๆ ทำไมเขาต้องเอ่ยมันขึ้นมาอีกในตอนนี้ด้วย เพราะเมา เป็นเพราะอย่างนั้นใช่ไหม?
 

    และแล้วริมฝีปากร้อนก็ทาบทับเข้ามา สัมผัสอุ่นชื้นของปลายลิ้นทำให้ริมฝีปากแห้งผากเริ่มกระหาย อยากเหลือเกินที่จะต่อต้าน หากแต่ก็ทำได้แค่ปล่อยให้เขารุกล้ำ และเมื่อปลายลิ้นเราสัมผัส รสชาติที่เคยแสนหวาน ในวันนี้ก็กลับกลายเป็นเจือปนความขมขื่น

    ชานซองใช้ปลายลิ้นที่แทรกเข้ามาดันให้ผมเผยอปากขึ้น เนื้อปากนุ่มยังคงแนบสนิทไม่ยอมปลดปล่อยให้มีช่องว่าง เขาคืบเคลื่อนฝ่ามือที่เคยจับพันธนาการเข้าโอบกอดร่างกายผมไว้แทน แผ่นอกเราแนบชิดจนแทบจะหลอมรวมกลายเป็นหนึ่ง
 

    รู้ตัวอีกที ลมหายใจของผม ก็ถูกเขากอบโกยออกจากร่าง อ้อมแขนแกร่งโอบรัดจนยากจะขัดขืน ในหัวสมองมีแต่ความว่างเปล่า ทว่าร่างกายก็ยังสามารถรับรู้ถึงความทรมานเมื่อขาดอากาศ ผมเริ่มดิ้น ปลายนิ้วจิกเข้ากับสองไหล่กว้าง ทว่าอีกฝ่ายไม่มีทีท่าว่าจะรู้สึกรู้สา เขายังคงเดินหน้าช่วงชิงไออวลอากาศไป

    ทั้งร่างกระตุกเกร็ง สติพร้อมจะหมดสิ้นตรงนั้น จนกระทั่งช่วงเวลาก่อนที่ผมเกือบจะขาดใจลงจริงๆ ชานซองก็ยอมผ่อนลมหายใจออกมา

    ยามเมื่อลมหายใจอุ่นผ่านเข้าสู่ร่าง สองมือที่เคยจิกอีกฝ่ายแน่นก็เปลี่ยนเป็นวางนาบกับหัวไหล่ ไม่ดึงเข้า ไม่ผลักออก ราวกับคนที่กำลังสับสนในตัวเอง ผมรู้ตัวเดี๋ยวนั้นว่าต่อให้เวลาจะผ่านไปเนิ่นนานสักเท่าไหร่ ภายในส่วนลึกของจิตใจผมก็ยังต้องการชานซอง

    ผมยังต้องการเขาอยู่เสมอ
 
 
    ❈
 
 
 
    ชานซองผละริมฝีปากออกไปแล้ว หากแต่สายตายังคงจับจ้องมองมาอย่างแน่นิ่ง ผมจ้องมองแววตานั้นตอบ อย่างเนิ่นนานกว่าที่เคย

    ท่ามกลางความมืดมิด ใบหน้าของเขายังคงส่องสว่างชัด แม้แต่ดวงตาคู่สวย ก็ยังคงทำประกายเป็นภาพของผู้แพ้ที่น่าสมเพช

    ภาพของอีจุนโฮที่ฉายเด่นในแววตาอีกฝ่าย ทำให้ผมตัดสินใจปิดเปลือกตาลงเสีย เพียงเพราะไม่อยากจะรับรู้อะไรอีกตอไป อย่างน้อยก็ในค่ำคืนนี้
 
 
    ทว่าแม้สองสายตาจะผละออกจากกันไปได้ ทั้งภาพของเขาที่ยังส่องสว่างจ้า กับภาพอันน่าสมเพชของตัวเอง ก็ยังคงไม่ยอมเลือนหายออกจากความทรงจำ

 
 
And nothing compares
How could it even dare
Cause now that love is gone
 
 
 
    ภายในห้องที่มืดมิดและเงียบสนิทเช่นนี้ มีเพียงเสียงลมหายใจและเสียงเต้นของหัวใจที่ดังผะแผ่วแว่วมาให้ได้ยินเท่านั้น เสียงของอดีตที่โหยหา ที่เคยขับกล่อมให้หลับตาก่อนหลับฝัน ทำให้รู้ว่าคืนนี้ผมไม่ต้องนอนอยู่ภายในห้องเพียงคนเดียวเฉกเช่นเคย

    เจ้าของวงแขนแกร่งโอบกอดร่างแนบแน่น ฝ่ามือร้อนคืบเคลื่อนจับโน้มศีรษะผมให้แนบลงกับแผงอกอบอุ่น แรงโอบกระชับเผื่อแผ่ความอบอุ่นเล็กๆมาให้ ความอบอุ่นที่ไม่ได้สัมผัสมาเนิ่นนาน

    หากเป็นไปได้ ผมก็อยากให้ค่ำคืนนี้ยาวนานกว่าเดิมอีกเสียหน่อย เพราะเมื่อลืมตาตื่นขึ้นยามเช้า ทุกอย่างก็จะกลับไปเป็นเหมือนที่ผ่านมา ที่ผมกับเขาจะลืมสิ้นทุกสิ่งทุกอย่าง ราวกับว่าไม่ได้เคยมีสิ่งใดได้เกิดขึ้นระหว่างเราแม้สักเพียงนิด
 
 

    และหากเป็นไปได้ ผมก็อยากให้ค่ำคืนนี้ยาวนานกว่าเดิมอีกเสียหน่อย อย่างน้อยก็ช่วยยืดเวลาที่ผมไม่ต้องเผชิญกับแสงอาทิตย์แสนร้อนรุ่มในยามเช้า ให้ผมไม่ต้องถูกดวงอาทิตย์แผดเผา อย่างน้อยก็ในค่ำคืนนี้ เพียงคืนเดียวก็ยังดี
 
 
 
I want to black out the sun
 
 
 
 
 
 
 
TBC.
 
 
 
 
 
--------
 
 
 
 
 
 
Writer Talk: เวอร์ชั่นรีไรท์ค่ะ ถาคนี้ชื่อภาค Black Out the Sun จุนโฮจะเป็นคนออกมาเล่าเรื่องล่ะนะคราวนี้ เนื้อเรื่องก็คงเหมือนที่เคยลงไว้เสียส่วนมาก แต่เราก็จะปรับเปลี่ยนให้มันเหมาะสมกับสภานการณ์ด้วยแหล่ะ เพราะงั้นก็เลยไม่แน่ใจว่ามันจะออกมาดีหรือเปล่า TT____TT แต่ยังไงก็จะพยายามที่สุด ก็ขอให้รีดเดอร์ที่เคยติดตามเรื่องนี้ ลองอ่านเวอร์ชั่นใหม่ดูแล้วกันนะคะ 
 
แล้วก็หากรีดเดอร์คอมเม้นต์แนะนำมาก็จะดีใจมาก เราจะได้ไปต่อถูกอ่ะเนอะ ก็อยากได้ความเห็นนิดหน่อยว่าเวอร์ชั่นนี้เป็นยังไง ดีแย่กว่าของเก่ายังไงอะไรแบบนี้ ยินดีรับทุกความเห็นค่ะ ^^
 
ขอบคุณมากค่ะ
 
ขอให้เป็นวันดีๆนะ ^^
 
 
Yo.
 

Comment

smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry
smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

อ่านกี่ครั้งก็ยังคงตื่นเต้น และกดดัน

รอพาร์ทต่อไปนะคะ

#1 By Titypat (58.8.111.146) on 2012-02-05 14:33

ชอบ คำเดียวไม่พอสินะคะ
ต้องบอกว่าชอบมากๆ รักเลย

อ่านกี่ครั้งก็ยังรู้สึกอึดอัด และใจเต้นรัว (แบบหน่วงๆ)

ชอบมากค่ะพี่แซน ถึงรีไรต์ก็ยังคงความเป็นพี่แซนเอาไว้ได้ ฟิคพี่แซนแจ่มโพด


หนูรอรวมเล่มอยู่นะคะ รอๆๆ -กอดพี่แซน-
คุณแซ๊นนนนนน เราหลงเข้ามาในฟิคคุณแซนอีกแล้วอ่ะ 555 question
มาอ่านเรื่องนี้ก่อนยังไม่ได้อ่านi'm your man เลยเน้อ แต่ทำไม๊ทำไมมีทีท่าว่าจะติดซะแล้ว สงสัยต้องบำบัดด้วยการไปอ่าน i'm your man ก่อน cry
ไม่เคยอ่านเวอร์ชั่นก่อนรีไรท์นะคะ แต่จะบอกว่าเรื่องนี้สนุกดีนะคะ ดูบีบคั้นหัวใจดี อยากรู้ชานกับโฮมีsomething wrongอะไรกันแน่ แหะๆ
ชอบที่สุดท้ายโฮก็ยอมนอนนิ่งๆอยู่ในอ้อมกอดชาน คิคิ
รอตอนต่อไปอยู่นะคะ

#3 By BdoubleOM (58.9.219.40) on 2012-02-05 20:20

แอร๊ยยย อายยยยย cry
พิมพ์ชื่อฟิคคุณแซนผิด "i'm yours" ค่ะ "i'm yours"

พิมพ์เป็น i'm your man เฉยเลย 55555

ปล.เพลงประกอบฟิคเพราะนะคะเนี่ย เคลิ้ม

#4 By BdoubleOM (58.9.219.40) on 2012-02-05 20:27

ตามมาอ่านรีไรท์ ก็ยังชอบค่ะ บีบอารมณ์เช่นเคย ชอบที่ใช้ภาษาสวยงามและขอชมค่ะไม่มีคำที่เขียนผิดเลย บางครั้งอ่านของไรท์เตอร์บางคนใช้คำผิดแล้วขัดใจ ของคุณแซนสุดยอดค่ะ รอรวมเล่มอยู่นะคะ

#5 By hojung (125.26.33.245) on 2012-02-06 01:06

ชอบค่ะ ชอบ
สู้ๆค่ะ
รออ่านตอนต่อไปนะคะ

#6 By matong (110.77.212.118) on 2012-02-07 16:18

น้องแซนนนนนนนนนนน

มาต่อเรื่องนี้แล้วววว จุดพลุ

รอมานาน รักฟิคเรื่องนี้นะ ขอบคุณที่มีภาคต่อ

ขอบคุณที่ไม่ลืมรีดเดอร์

รักชานนูนอเสมอ

#7 By haru (101.108.68.226) on 2012-02-07 23:11

เกิดอะไรขึ้น ทำไมชานกะโฮถึงห่างกันไปอ่ะ ใจจะขาดเเล้วค่ะ อยากรู้ ๆ T^T

#8 By redberrylips on 2012-02-08 05:27

อุ๊ยยยยยยย ชานซอง

#9 By Stitchz on 2012-05-14 09:25