(SF-ChanHo) My Doctor - 00
posted on 20 Jan 2012 19:49 by psychoromance in channuneoParing: Chansung x Junho
Rate: PG - NC
Genre: Romantic Comedy
Bad Day, Good Night
4:00 AM
เส้นเลือดตามขมับเริ่มเต้นตุบๆหลังจากที่ผมเอื้อมมือไปตบนาฬิกาปลุกที่ส่งเสียงร้องดังลั่น ในหัวยังคงมึนตื้อและหนักอึ้ง ทั้งนี้คงเป็นเพราะอาการคั่งค้างจากการนอนหลับไม่เพียงพอที่รุมเล่นงานผมมาได้ระยะนึง ถึงอย่างนั้นผมก็ยังตัดสินใจที่จะดันตัวลุกขึ้นจากเตียง ตรงดิ่งไปยังห้องน้ำ เปิดก๊อกน้ำเพื่อวักน้ำเย็นเฉียบชโลมหน้า ให้ตนเองได้หลุดออกจากห้วงความฝันซ้ำๆที่ตามมาหลอกหลอนแม้กระทั่งยามตื่นนอน
ทุกๆคืน ผมมักจะฝันว่าตัวเองกำลังลอยคว้างอยู่ในห้วงแห่งความว่างเปล่า ที่มืด หนาวเหน็บ และเงียบเชียบ มันไม่มีใคร และไม่มีสิ่งใดอยู่ในนั้น จริงๆแล้วแม้แต่ตัวผมเองผมก็ยังไม่แน่ใจ ว่าในความฝันนั้นยังมีตัวตนของผมอยู่ด้วยหรือไม่ เพราะผมไม่เคยแม้แต่จะรู้สึกได้ถึงการมีอยู่ของตนเองในห้วงความฝันนั้นเลยสักครั้ง ไม่เคยรู้สึกถึงความอบอุ่นจากร่างกาย ไม่เคยรู้สึกถึงแรงเต้นของหัวใจ ไม่เคยรู้สึกแม้กระทั่งลมหายใจของตัวเองที่แผ่วเบา
ราวกับว่าผมได้กลายเป็นเศษเสี้ยวนึงของความว่างเปล่านั่นไปเสียแล้ว เศษเสี้ยวของความว่างเปล่าที่ไม่มีตัวตน ไม่มีความหมาย และไม่มีความจำเป็นต่อใครทั้งสิ้น และสุดท้ายสิ่งที่ยังหลงเหลือในความว่างเปล่า ก็คงมีแค่ความคิดของผม ที่ค่อยๆเจือจางลงไปทุกทีๆ
4:45 AM ณ ลานจอดรถ
ผมตัดสินใจถอยรถมอเตอร์ไซค์คันเก่าออกมาใช้แทนรถคันใหม่อย่าง Audi R8 วันนี้ผมอยากจะขี่รถรับลมร้อนสุดท้าย ก่อนที่ฤดูร้อนจะหมดลงมากกว่า ผมจึงสตาร์ทรถเพื่อมุ่งหน้าไปยังนอกเมือง จุดหมายปลายทางคือหลุมศพของคุณพ่อคุณแม่ที่ไม่ได้ไปมานาน
เมื่อขับออกมาจากตัวตึกก็พบว่าท้องฟ้าภายนอกเริ่มสว่างขึ้นเรื่อยๆ เป็นเรื่องปกติของหน้าร้อนที่ช่วงเวลากลางวันมักจะยาวนานกว่ากลางคืน แต่ก็อีกไม่นานเกินรอ ความมืดมิดก็จะค่อยๆคืบคลานเข้าครอบงำแสงสว่างนี่อยู่ดี
5:25 AM
ผมได้ยินเสียงจักจั่นร้องกันดังระงมแทรกเสียงเครื่องยนต์เมื่อขับรถผ่านแนวต้นไม้ที่เรียงรายข้างถนน และเมื่อมาถึงสุดทางของถนนลาดยาง ตัวรถก็เริ่มสั่นสะเทือนแรงขึ้นตามเส้นทางที่เริ่มเปลี่ยนเป็นผืนดินผสมก้อนกรวดแสนขรุขระ ผมค่อยๆผ่อนความเร็วลง เพื่อให้ไม่ต้องออกแรงเกร็งในการบังคับแฮนด์มากเกินไป
7:35 AM
ในที่สุดผมก็มาถึงหน้าสถานที่ฝังศพของคุณพ่อคุณแม่ ที่นี่ช่างเงียบสงบเหมือนเคย แต่มันก็ไม่เงียบจนเกินไปนักเพราะผมยังคงได้ยินเสียงนกร้องต้อนรับแสงแดดจ้ายามเช้าดังเป็นระยะๆ ผมค่อยๆสาวเท้าก้าวเข้าไปภายใน คาดว่าผมคงเป็นแขกคนแรกของที่นี่ในวันนี้
ผมเดินมาหยุดอยู่ที่บล๊อกที่ยี่สิบสี่ ตรงหน้าป้ายหลุมศพที่ห้าและหกของคุณพ่อคุณแม่ วันนี้ผมเตรียมของขวัญครบรอบแต่งงานมาด้วย มันเป็นสร้อยคอทองคำขาวคู่ที่มีจี้เล็กๆไว้ใส่รูปของพวกท่านข้างในได้ ผมจัดการคล้องสร้อยเอาไว้ที่ป้ายหลุมศพทั้งสอง หลังจากนั้นก็นั่งลงเพื่อเริ่มเล่าเรื่องราวต่างๆให้พวกท่านฟังอย่างที่เคยทำเป็นประจำ เรื่องที่ผมเล่าก็มักเป็นเรื่องราวซ้ำๆซากๆ ไม่เรื่องหนังสือที่อ่าน ก็เรื่องงานที่ทำเท่านั้น
10:15 AM
ผมยังคงนั่งกอดเข่ามองไปยังหลุมศพของคุณพ่อคุณแม่ไปเรื่อยๆ บางทีก็อดน้อยใจไม่ได้ว่าทำไมพวกท่านถึงได้มาด่วนจากไปอย่างนี้ ทำไมถึงไม่พาผมไปอยู่ด้วยกันให้รู้แล้วรู้รอดไปเสียที เพราะอย่างน้อยถ้าเราได้อยู่ด้วยกันสามคนเหมือนแต่ก่อน ผมอาจจะไม่ต้องรู้สึกว่างเปล่าขนาดนี้ก็เป็นได้
12:15 AM ณ ร้านอาหาร
ผมนั่งทานอาหารเช้าที่กลายเป็นอาหารกลางวันอย่างเงียบๆ รสชาติของมันไม่ได้ถูกปากผมสักเท่าไหร่ แต่ผมก็ทานไปเพื่อให้มีอะไรตกถึงท้องบ้างเท่านั้น เมื่อค่อยๆละเลียดทานไปจนเสร็จ ผมก็นั่งเหม่อมองออกไปภายนอกร้านอาหาร ไม่จำเป็นต้องรีบร้อน ไม่จำเป็นต้องเป็นห่วงอะไรให้มากมายเหมือนคนอื่นๆ เพราะยังไงผมก็ตัวคนเดียว
นี่มันอาจจะเป็นข้อดีสำหรับคนอย่างผม ที่ไม่ต้องมาทุกข์ใจเพราะมัวแต่พะวงหน้าพะวงหลังไปกับเรื่องของคนรอบข้าง แต่มันก็อาจจะเป็นข้อเสียอย่างร้ายกาจในคราเดียวกันก็ได้ ที่ผมเองก็ไร้คนที่จะมาคอยเป็นห่วงเป็นใยด้วยเช่นกัน
14:20 PM
ฝนตกปรอยๆปลายเดือนสิงหา เป็นสัญญาณบ่งบอกถึงฤดูกาลที่เริ่มเปลี่ยนแปลง ผมรู้สึกอยากจะเห็นทะเลในช่วงเวลานี้ขึ้นมาเสียอย่างนั้น
บรรยากาศภายนอกร้านอาหารดูเริ่มครึ้มฟ้าครึ้มฝน นี่คงใกล้หมดเวลาของฤดูร้อนเต็มทีแล้ว ไม่นานนักฝนก็เริ่มตกปรอยๆ ภาพที่เห็น ทำให้ผมรู้สึกอยากจะไปทะเลขึ้นมา ผมอยากจะเห็นภาพหยาดฝน ที่ค่อยๆโปรยปรายสู่ท้องทะเลก่อนที่หน้าร้อนปีนี้จะหมดไป
ผมเดินออกมาจากร้าน เงยหน้ารับเม็ดฝนเม็ดเล็กๆที่ตกลงมาบางเบาเพื่อให้ร่างกายได้รู้สึกถึงความฉ่ำเย็นที่ถูกส่งทอดมาจากท้องฟ้า ก่อนจะเดินไปสตาร์ทรถมอเตอร์ไซค์อีกครั้งเพื่อมุ่งหน้ากลับไปยังหลุมศพของคุณพ่อคุณแม่ ผมอยากจะบอกลาพวกท่านก่อนที่จะเดินทางกลับ
15:45 PM
ผมใช้เวลาร่ำลาท่ามกลางสายฝนต่อหน้าหลุมศพได้สักพัก ก็ตัดสินใจเดินกลับออกมา สตาร์ทรถ แล้วมุ่งหน้าสู่ถนนอีกเส้นหนึ่งที่ไม่ใช่เส้นทางเดิมที่ใช้เมื่อขามา เส้นทางนี้สามารถพาผมไปยังชายหาดอันเงียบสงบได้ในเวลาที่ไม่มากนัก ฝนยังคงตกปรอยๆตลอดทางที่ไป ทำให้ผมลดความเร็วลง และใช้เวลากว่าชั่วโมง ถึงจะเริ่มเห็นแนวชายฝั่งที่อยู่ลิบๆ
17:15 PM
ผมหยุดรถห่างจากแนวคลื่นที่ซัดเข้าชายหาดไม่กี่เมตร ดับเครื่อง แล้วเดินไปนั่งลงกับผืนทราย ผมปล่อยให้สายตาเขม้นมองไปข้างหน้า เก็บเกี่ยวภาพเม็ดฝนหยดแล้วหยดเล่าตกโปรยปรายลงทะเลช้าๆ และสลายหายไปทันทีเมื่อสัมผัสผิวหน้าน้ำ
ถ้าเปรียบท้องทะเลนี้เป็นความว่างเปล่า ความคงอยู่ของผมก็คงเป็นเหมือนกับเม็ดฝนที่ตกลงผืนน้ำ หยดน้ำหยดเล็กๆเมื่อหลอมรวมกับมหาสมุทรขนาดใหญ่ มันก็ไม่มีประโยชน์อะไร ไม่มีค่า และไม่มีแม้แต่พลังจะขับเคลื่อนในตนเองด้วยซ้ำ จะทำได้ก็เพียงแค่ปล่อยให้ท้องทะเลดูดกลืนความคงอยู่ไปเรื่อยๆอยู่อย่างนั้น และในท้ายที่สุดแล้ว หยดน้ำหยดนั้นก็ป็นได้เพียงเศษเสี้ยวนึงของมหาสมุทรแห่งความว่างเปล่า ที่ไม่เหลือเค้าของหยดน้ำหยดเดิม และไม่มีตัวตนหลงเหลืออีกต่อไป
เม็ดฝนเม็ดเล็กที่แตกสลายเมื่อสัมผัสกับระรอกคลื่นในทะเล ตัวตนของผมก็ไม่ต่างกัน
19:10 PM
พระอาทิตย์จมหายลงสู่ทะเลไปแล้ว แต่ผมก็ยังคงนั่งอยู่ท่ามกลางสายฝนที่เริ่มตั้งเค้าว่าจะตกหนักขึ้นเรื่อยๆ ผมตัดสินใจที่จะเดินหาร้านอาหารทานเพื่อเอาแรง ก่อนที่จะต้องขับรถกลับบ้านในระยะทางไกล
21:00 PM
ผมออกจากร้านอาหารด้วยสภาพที่เสื้อผ้ายังคงเปียกชื้น ยังดีที่เสื้อหนังที่สวมอยู่สามารถช่วยกันน้ำฝนได้บ้าง ถึงอย่างนั้นก็ยังรู้สึกหนาวสั่นอยู่นิดหน่อย แต่ไม่นานนักร่างกายก็เริ่มชินชากับความหนาวเย็นที่เม็ดฝนที่ตกลงมามามอบให้
รถมอเตอร์ไซค์ถูกถอยออกจากที่จอด ผมสวมหมวกกันน๊อค แล้วสตาร์ทรถเริ่มออกเดินทางอีกครั้ง เส้นทางขากลับค่อนข้างยากลำบากกว่าตอนขามามาก เพราะถนนเจิ่งนองไปด้วยน้ำจนลื่น หนำซ้ำ สายฝนก็ยังกระหน่ำลงมาไม่หยุด ผมจึงขับด้วยความเร็วที่ช้าลงอย่างระมัดระวังเพื่อไม่ให้เกิดอุบัติเหตุไม่คาดคิด
22:36 PM
จู่ๆไฟหน้ารถมอเตอร์ไซค์ของผมก็มาติดๆดับเอาดื้อๆระหว่างทาง อาจจะเป็นเพราะผมไม่ได้ใช้และไม่ได้ดูแลเจ้ามอเตอร์ไซค์คันนี้มาได้ระยะนึงก็เป็นได้ ผมจึงตั้งใจจะจอดรถข้างทางเพื่อดูอาการ
แต่ที่เขาว่ากันว่าถ้าถึงคราวเคราะห์ของคุณเมื่อไหร่ เมื่อนั้นความโชคร้ายก็จะรุมเข้ามาหาคุณไม่หยุดหย่อน มันคงจะจริง เพราะผมไม่สามารถที่จะหยุดเบรคได้ ซ้ำร้าย เครื่องยนต์ผมยังเร่งเร็วขึ้นได้เองอีกด้วย นาทีนั้นผมรู้สึกตกใจจนแทบจะทำอะไรไม่ถูก แต่ก็ยังคงพยายามควบคุมสติอารมณ์ของตัวเองเอาไว้ไม่ให้เตลิดไปมากกว่านี้
22:41:25 PM
ผมยังคงบังคับแฮนด์ให้นิ่งไว้ไม่ให้ส่ายไปมา ในหัวพยายามคิดหาวิธีที่จะหยุดรถโดยที่ไม่ทำให้เกิดอันตราย วิธีแรกที่แวบเข้ามาในหัวก็คือขับไปเรื่อยๆ แล้วรอให้น้ำมันหมดไปเอง วิธีนี้อาจจะไม่เป็นปัญหามากเพราะเส้นทางข้างหน้ายังเป็นเส้นทางตรงตลอดหลายกิโลเมตร ผมจึงได้แต่รอเวลาให้น้ำมันหมดลง
22:47:04 PM
ผมก้มหน้าลงมองหน้าปัดน้ำมัน เข็มสีแดงชี้บ่งบอกว่าเหลือน้ำมันอยู่ไม่มาก อีกไม่ช้าไม่เร็ว ทุกอย่างก็คงจบสิ้นแล้ว แต่ผมกลับรู้สึกสั่นแปลกๆ
22:47:07 PM
ปริ๊นนนนนน!!!!!!
22:47:15 PM
เอี๊ยดดดดดด!!!!
เสียงเบรคเอี๊ยดแสบแก้วหูดังขึ้น พร้อมๆกับมือผมที่ค่อยๆเลื่อนหลุดออกจากแฮนด์บังคับเพื่อรอโอบรับสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น
22:47:17 PM
เสียงเครื่องยนต์ปะทะกันดังกึกก้องกว่าเสียงของสายฝนที่กระหน่ำลงมา แม้ทุกๆอย่างจะเกิดขึ้นภายในเสี้ยววินาที แต่ผมกลับรู้สึกว่าภาพเหตุการณ์ตรงหน้ามันช่างเคลื่อนไหวได้เชื่องช้า เศษเครื่องยนต์แตกกระจายไม่มีชิ้นดีกระเด็นผ่านหน้า หน้ากากหมวกกันน๊อคก็แตกร้าวจนเศษแก้วเล็กๆเริ่มร่วงกราว เสียงกร๊อบที่ดังออกมาจากร่างกายที่ถูกกระแทกด้วยแรงอัดก็ดังชัดเจน
ช่วงเวลาที่ร่างผมลอยคว้างอยู่ในอากาศด้วยแรงเหวี่ยง ผมรู้สึกเสียใจที่ไม่หักหลบขึ้นมาชั่ววูบนึง แต่มันก็แค่วูบนึงเท่านั้น เพราะต่อให้ผมหักหลบออกไปทางอื่น ผมก็คงมีสภาพไม่ต่างจากตอนนี้สักเท่าไหร่
มันอาจจะเป็นโชคชะตาของผมที่ถูกกำหนดไว้แล้วก็ได้ ว่ามันถึงเวลาแล้วที่ผมควรจะไปอยู่กับคุณพ่อกับคุณแม่เสียที...
ตุบ...
ร่างกายผมกระแทกลงกับพื้นคอนกรีต และกระดอนตามแรงอยู่สองสามที ก่อนจะมาหยุดที่ปลายเท้าใครบางคน เขารี่เข้ามาถอดหมวกกันน๊อคที่แตกร้าวของผมออก และพูดอะไรบางอย่างที่ผมจับใจความแทบไม่ได้ ตอนนี้ประสาทการรับรู้ผมมันเริ่มติดๆดับๆ ไม่ต่างจากหลอดไฟเสียๆข้างทางแม้แต่น้อย
แต่ในช่วงเวลาของความคิดที่ขาดหาย ผมกลับมองเห็นภาพของคุณพ่อคุณแม่มายืนอยู่ด้านหลังผู้ชายที่เข้ามาช่วยผมอย่างชัดเจน นี่มันคือโชคชะตาจริงๆหรือแค่ภาพหลอนกัน? ผมอยากจะลุกขึ้นไปดูให้แน่ใจ แต่ก็ทำได้แค่คว้าเอาที่คอเสื้อชายแปลกหน้าเอาไว้เท่านั้น ผมไม่สามารถที่จะควบคุมร่างกายที่ไม่ต่างจากก้อนเนื้อใกล้ตายได้อีกแล้ว
นี่คุณพ่อคุณแม่มารับผมแล้วใช่ไหมครับ?
22:51:12 PM
“อ่อกๆ...”
ผมเริ่มสำลักน้ำฝนที่ไหลเข้าสู่ปาก รสชาติมันช่างคาวกว่าที่คิด คงจะเป็นรสของเลือดผมเองด้วยนั่นแหละ สติผมค่อยๆหลุดลอยไปตามสายฝนที่ไหลลงสู่ท่อ ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับผมต่อจากนั้นบ้าง รู้ตัวอีกทีผมก็มาอยู่บนรถบรรทุกคันเมื่อครู่แล้ว ผมไม่เห็นภาพคุณพ่อคุณแม่ที่เคยปรากฏอีกต่อไป แต่กลับเห็นภาพใบหน้าผู้ชายตรงหน้าที่ออกแรงบีบแน่นที่มือข้างนึงของผมอยู่เท่านั้น
เขาเป็นใครกันนะ ทำไมถึงได้พยายามช่วยผมขนาดนี้?
“คุณครับ ผมเป็นหมอ ผมจะช่วยคุณเองนะ แข็งใจไว้!!”
เขาเอ่ยกับผมด้วยสีหน้าจริงจัง ผมส่งยิ้มให้เขาตอบ อยากจะบอกกับเขาเหลือเกินว่าขอบคุณ แต่การเค้นคำพูดให้หลุดออกจากปากเป็นเรื่องที่ทำได้ยากมาก สุดท้ายแล้ว ผมก็บอกเขาได้แค่ให้เขา ปล่อย ผมไปเท่านั้น ใช่ว่าผมจะไม่รู้ตัว ว่าสภาพผมตอนนี้มันแย่แค่ไหน
แต่ในวินาทีที่ผมกำลังจะถอดใจ เขาก็เอ่ยกับผมขึ้นอีกครั้ง
“คุณพูดอะไร!! ยังหนุ่มยังแน่นแท้ๆจะมาท้อแท้อะไรเล่า!!
ผมไม่ปล่อย คุณต้องรอดนะ เข้าใจไหม ไม่งั้นผมไม่ให้อภัยคุณแน่!!”
คำพูดที่ดังแทรกเข้ามาในโสตประสาททำให้ผมรู้สึกไม่เข้าใจคนตรงหน้าสักนิด ทำไมเขาถึงต้องอยากให้ผมรอดด้วยล่ะ? แล้วที่ว่าเขาจะไม่ให้อภัยผมมันจริงหรือเปล่า หรือว่าเขาก็แค่พูดไปอย่างนั้นเอง
“สัญญาสิคุณ ว่าจะเข้มแข็งไว้น่ะ!!”
เขาทำให้ผมนึกถึงคุณพ่อคุณแม่ผมจริงๆ เพราะพวกท่านก็เคยเอ่ยกับผมไว้อย่างนี้เหมือนกัน แต่จนป่านนี้ผมก็ยังไม่เคยเข้าใจ ว่าผมจะต้องรักษาสัญญาว่าจะเข้มแข็งไปเพื่ออะไร และเพื่อใครกันแน่
22:59:13 PM
ผมจ้องมองเขาเอาไว้ตลอด อย่างน้อยให้ภาพใบหน้าสุดท้ายที่ผมเห็น เป็นภาพของคนดีคนนึงก็เพียงพอแล้ว ถึงแม้ว่าผมจะไม่ได้รู้จักเขาเลยก็ตาม
แต่ถ้ามี โอกาส ผมก็อยากจะทำความรู้จักกับเขาบ้างเหมือนกัน คนแปลกหน้าที่ผมไม่รู้จักคนนี้ เขาคือใครกันนะ?
23:02:24
ร่างผมถูกเคลื่อนย้ายสู่เตียงฉุกเฉินของโรงพยาบาล มือที่จับผมไว้แน่นค่อยๆคลายออก แต่สัมผัสนั้นยังคงตราตึงไม่จางหาย ภาพและเสียงของเขาก็ยังคงติดอยู่ในความทรงจำ ก่อนที่ทุกอย่างก็ดับวูบลง
ถึงเวลา ที่ผมต้องปล่อยให้ตัวเองจมอยู่ในห้วงความฝันที่แสนว่างเปล่าและมืดมิดอีกครั้ง
------

ทำใจกับเรื่องของคุณพ่อจุนซูออป้าอยู่
เรื่องความตาย การพลัดพราก ไม่ชอบเลยเยาะทั้งเรื่องแต่งและชีวิตจริง
#1 By andasongsomeone on 2012-01-21 21:35