(SF-ChanHo) Exit to Eden # Triangle: Before the Dawn (Chan POV)
posted on 10 Aug 2011 22:24 by psychoromance in channuneoTitle: Tringle
Author: Psychoromance (Yochan)
Paring: ChansungxJunho
Rate: -
Genre: twist, angst
Author: Psychoromance (Yochan)
Paring: ChansungxJunho
Rate: -
Genre: twist, angst
and maybe tonight, we'll fly so far away
we'll be lost before the dawn
บางทีพระเจ้าอาจจะให้โอกาสผมอีกครั้ง
เพื่อให้ผมกลับไป แก้ไข ทุกอย่าง
เพื่อให้ผมกลับไป แก้ไข ทุกอย่าง
พอทอดมองจากสะพานสูงๆลงไปที่แม่น้ำแบบนี้ มันให้ความรู้สึกโหวงเหวงในช่องท้องอย่างน่าประหลาด คงเพราะภายใต้ผืนน้ำเชี่ยวกรากที่เห็นอยู่ มันแฝงทั้งความลึกลับ ความมืดมน และความโศกเศร้าเอาไว้ บางทีแต่ละหยาดหยดในแม่น้ำแห่งนี้อาจเต็มไปด้วย น้ำตา ก็เป็นได้
เสียงหวูดเรือดังขึ้นให้ได้ยินเป็นระยะ อีกแค่เพียงชั่วครู่ เรือลำสีขาวโพลนก็คงจะแล่นผ่านใต้สะพานนี้จากไปไกลสุดลูกหูลูกตา ไม่รู้ว่าเรือลำนั้นจะย้อนกลับมาที่นี่อีกไหม ผมรู้ก็แค่สิ่งเดียวที่จะไม่ย้อนกลับมาอย่างแน่นอนก็คือ สายน้ำเบื้องล่าง อย่างที่ใครคนนึงเคยบอกเอาไว้ว่าสายน้ำไม่เคยไหลย้อนกลับ และจะ ไม่มีวัน ไหลย้อนกลับ
ผมหันหลังกลับออกจากรั้วกั้นสะพาน หันหน้าไปยังถนนที่ดูสับสนวุ่นวายอลหม่าน มันวุ่นวายมากเสียจนต้องเดินเลียบไปตามทางเดินเปรอะเปื้อนดินโคลนเพื่อหลบเลี่ยง และหากลองสังเกตุบนทางเดินดีๆแล้ว ก็จะพบเห็นรอยเท้านับไม่ถ้วนปรากฎอยู่ทั่ว แทบทุกรอยต่างมุ่งหน้าไปในทางเดียวกันคือ ที่สุดปลายสะพานข้ามแม่น้ำเบื้องล่างแห่งนี้ ผมตัดสินใจเดินตามรอยเท้าเหล่านั้นไป
เสียงหวูดเรือดังขึ้นให้ได้ยินเป็นระยะ อีกแค่เพียงชั่วครู่ เรือลำสีขาวโพลนก็คงจะแล่นผ่านใต้สะพานนี้จากไปไกลสุดลูกหูลูกตา ไม่รู้ว่าเรือลำนั้นจะย้อนกลับมาที่นี่อีกไหม ผมรู้ก็แค่สิ่งเดียวที่จะไม่ย้อนกลับมาอย่างแน่นอนก็คือ สายน้ำเบื้องล่าง อย่างที่ใครคนนึงเคยบอกเอาไว้ว่าสายน้ำไม่เคยไหลย้อนกลับ และจะ ไม่มีวัน ไหลย้อนกลับ
ผมหันหลังกลับออกจากรั้วกั้นสะพาน หันหน้าไปยังถนนที่ดูสับสนวุ่นวายอลหม่าน มันวุ่นวายมากเสียจนต้องเดินเลียบไปตามทางเดินเปรอะเปื้อนดินโคลนเพื่อหลบเลี่ยง และหากลองสังเกตุบนทางเดินดีๆแล้ว ก็จะพบเห็นรอยเท้านับไม่ถ้วนปรากฎอยู่ทั่ว แทบทุกรอยต่างมุ่งหน้าไปในทางเดียวกันคือ ที่สุดปลายสะพานข้ามแม่น้ำเบื้องล่างแห่งนี้ ผมตัดสินใจเดินตามรอยเท้าเหล่านั้นไป
ระหว่างที่เดินไปตามรอยเท้าเหล่านั้น เสียงวิพากย์วิจารณ์จากผู้คนก็ดังเซ็งแซ่แข่งกับเสียงไซเรนรถพยาบาลมาให้ได้ยิน
"ศพที่เท่าไหร่แล้วนะ ที่ต้องมาจบชีวิตที่แม่น้ำนี่?"
"พวกวัยรุ่นเนี่ยชอบคิดสั้นกันจริงๆ คราวก่อนก็เป็นเด็กหนุ่มอายุประมานนี้แหล่ะ"
ทุกคำพูดที่ลอยมาเข้าหู เหมือนเป็นคำพูดที่ผมเคยได้ฟังจากที่ไหนสักแห่ง บางทีอาจจะเป็นจากภาพยนตร์เก่าๆที่เคยชอบดู ผมจึงเลิกสนใจเสียงจอแจเหล่านั้น ก้าวสองขาเดินต่อไปจนกระทั่งมายืนอยู่ที่เชิงสะพาน
จากจุดนี้ หากเดินข้ามถนนทางซ้ายมือก็จะเริ่มมองเห็นเส้นทางที่เป็นตรอกซอยเล็กๆอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกล มันเป็นตรอกซอยที่จะพาเราเข้าไปสู่ย่านสลัมของเมืองใหญ่ สถานที่ที่ไม่น่าเชื่อว่าจะมีอยู่ในเมืองอันศิวิไลแห่งนี้
เมื่อก่อนผมไม่คิดจะย่างกรายเข้ามาในสถานที่แบบนี้หรอก เพราะมีแต่พวกคนชั้นต่ำเท่านั้นที่จะอาศัยอยู่ ช่างแตกต่างจากย่านที่อยู่อาศัยของผมลิบลับ ทว่าตอนนี้ผมกลับต้องการมาที่นี่เสียให้ได้ อยากมาที่นี่เพื่อพบคนคนนั้น คนที่ผมเคยพร่ำบอกเขาว่า เกลียดที่สุด
เกลียดที่เขาเข้าหาผมเพียงเพราะเงิน และยอมนอนกับผมก็เพียงเพราะเงิน
.
.
เดินต่อเพียงไม่นานนักผมก็มาหยุดอยู่ที่หน้าบ้านเล็กๆโทรมๆหลังนึง บ้านที่เอาไม้ผุๆและสังกะสีเก่าๆมาก่อเข้าไว้ด้วยกัน ดูแล้วก็ไม่น่าจะมีใครอาศัยอยู่ในที่แบบนี้ได้ แต่ อีจุนโฮ ก็อาศัยอยู่ที่นี่มาตั้งแต่เกิด
รั้วเหล็กเขรอะสนิมหน้าบ้านของเขาไม่มีแม่กุญแจล็อกเอาไว้อย่างที่ควร แม้แต่ประตูหน้าบ้านเองก็ถูกเปิดแง้มไว้ ผมจึงแอบลอดเข้าไปภายในได้ง่ายกว่าที่คิด พอย่างกรายเข้าไปแล้วก็พบว่าทุกอย่างมืดสนิท หากแต่ก็ยังพอมีแสงไฟลางๆจากช่องว่างใต้ประตูห้องด้านในสุดส่องให้พอมองเห็นอยู่บ้าง
ที่หน้าห้องนั้น หากลองเงี่ยหูฟังดีๆแล้ว จะได้ยินเสียงคนที่อยู่ด้านในสะอื้นไห้ออกมาเบาๆ มันเป็นเสียงที่ฟังแล้วแทบทำให้ขาดใจ เสียงที่ฟังดูเจ็บปวดรวดร้าวเกินกว่าที่ใครคนนึงจะแบกรับไหว แต่เพียงแค่ชั่วอึดใจ เสียงร่ำไห้นั้นก็หยุดลง และแล้วเสียง ครืด ของการลากเก้าอี้ก็ดังขึ้นแทนที่ คนด้านในห้องนั้นคงกำลังลุกขึ้นเพื่อมุ่งตรงมายังบานประตูนี้
แล้วมันก็เป็นอย่างที่ผมคิด ประตูไม้เก่าๆค่อยๆเปิดออกเชื่องช้า จนกระทั่งร่างของอีจุนโฮปรากฎให้เห็นอยู่ในสายตา ทว่า...
เจ้าของดวงตาบวมช้ำตรงหน้ากลับมองผมราวกับผมเป็นเพียง อากาศธาตุ เขาเดินผ่านร่างผมไปโดยไม่มีทีท่าว่าจะรับรู้การมีอยู่ของแขกไม่ได้รับเชิญแม้แต่นิดเดียว ผมทำอะไรไม่ได้นอกจากมองดูเขาด้วยความปั่นป่วนในช่วงอกเท่านั้น
ร่างเล็กเดินไปสวมรองเท้าผ้าใบเก่าๆที่ชอบใส่ประจำ รองเท้าคู่นั้นมันคับและมักจะกัดคนสวมใส่ให้เกิดแผล ถึงอย่างนั้นเจ้าของก็ยังทนทู่ซี้ใส่มันเพียงเพราะไม่มีเงินจะซื้อคู่ใหม่ พอเห็นแล้วก็ทำให้นึกถึงวันที่ผมควักเงินปึกใหญ่ออกมาให้คนคนนี้ด้วยความสมเพช
ตอนนั้นจุนโฮทำสีหน้ากระอักกระอ่วน แต่ก็ยื่นมือมารับเงินไว้โดยแลกกับการยอมก้มลงไปเลียรองเท้าหนังราคาแพงที่ผมใส่อย่างไร้ศักดิ์ศรี ทุกๆคนที่เห็นเหตุการณ์ต่างหัวเราะกันยกใหญ่ ไม่เว้นแม้แต่ตัวผมเอง ซึ่งผมก็ได้รู้ว่าคนอย่างอีจุนโฮยอมทำทุกอย่างได้เพื่อเงินก็คราวนั้นแหล่ะ แต่สิ่งนึงที่ผมไม่เคยรู้จนกระทั่งทุกอย่างมันสายไปก็คือ ที่จุนโฮยอม ก็เพราะฮวางชานซอง
.
.
ผมเดินตามหลังจุนโฮไปอย่างเงียบๆ เขากำลังมุ่งหน้าไปยังสถานที่ที่ผมรู้จักดี มันอยู่ห่างจากที่นี่ไปแค่ไม่กี่สถานี จุนโฮจึงเลือกที่จะค่อยๆเดินเท้าไปอย่างช้าๆแม้ว่าท้องฟ้าจะมืดสนิทแล้วก็ตาม ระหว่างที่เดินนั้นร่างเล็กก็คอยยกแขนเสื้อขึ้นปาดน้ำตาตัวเองไปด้วย เขาเกือบจะล้มอยู่หลายครั้ง หากแต่ก็พยายามประคับประคองตัวเองมาจนถึงอพาร์ทเม้นต์ราคาแพงจนได้
เรามาหยุดอยู่ที่หน้าห้อง 414 จุนโฮเริ่มลงมือกดกริ่งเรียกให้เจ้าของห้องออกมาเปิดรับหลังจากนั้น ผมจึงตัดสินใจเลือกยืนหลบอยู่ข้างหลังบานประตูเพราะรู้สึกหวั่นเกรงว่าคนในห้องนั้นอาจจะสังเกตุเห็นผม ทั้งๆที่ไม่ควรจะเห็น
"มีอะไรล่ะ ถึงได้ยอมมาเหยียบที่นี่ได้? เงินใช่ไหม?"
นั่นเป็นคำพูดแรกที่เจ้าของห้องพูดกับจุนโฮเมื่อเจอหน้า เขาทำน้ำเสียงดูถูกในความต่ำต้อยของอีกฝ่ายเสียเต็มประดา แต่ผมรู้ รู้ว่าเขาจะต้องเสียใจที่ทำน้ำเสียงแบบนั้นกับจุนโฮ ไปจนวันตาย
"ชานซอง... พ่อฉันอยู่ที่โรงพยาบาล ขอร้องล่ะ จะให้ฉันทำยังไงก็ได้"
จุนโฮเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ เขาคงคิดแล้วคิดอีกถึงได้ยอมบากหน้ามาที่นี่ ถ้าไม่จนตรอกจริงๆใครหน้าไหนจะยอมให้คนมาดูถูกและย่ำยีตัวเองได้ขนากนี้กันล่ะ แต่จุนโฮก็ยอม ยอมเสีย ทุกอย่าง
"ฉันจะหาเงินมาคืนนายแน่ๆ นะชานซอง... ได้โปรด ช่วยพ่อฉันด้วย"
ร่างเล็กโผเข้ากอดฮวางชานซองคนนั้นแนบแน่นราวกับว่าทั้งชีวิตนี้ไม่หลงเหลือใครอีกแล้ว แต่ผมคนโง่ๆแบบชานซองนั่นคงไม่รู้เรื่องราวอะไรหรอก ผมถึงได้มายืนอยู่ตรงนี้ รอคอยเวลาที่จะ แก้ไข เรื่องราวที่มันผิดพลาดไปทั้งหมด ผมต้องแก้ไขให้ทุกอย่างกลับมาเป็นสิ่งที่ถูกที่ควรให้ได้
รั้วเหล็กเขรอะสนิมหน้าบ้านของเขาไม่มีแม่กุญแจล็อกเอาไว้อย่างที่ควร แม้แต่ประตูหน้าบ้านเองก็ถูกเปิดแง้มไว้ ผมจึงแอบลอดเข้าไปภายในได้ง่ายกว่าที่คิด พอย่างกรายเข้าไปแล้วก็พบว่าทุกอย่างมืดสนิท หากแต่ก็ยังพอมีแสงไฟลางๆจากช่องว่างใต้ประตูห้องด้านในสุดส่องให้พอมองเห็นอยู่บ้าง
ที่หน้าห้องนั้น หากลองเงี่ยหูฟังดีๆแล้ว จะได้ยินเสียงคนที่อยู่ด้านในสะอื้นไห้ออกมาเบาๆ มันเป็นเสียงที่ฟังแล้วแทบทำให้ขาดใจ เสียงที่ฟังดูเจ็บปวดรวดร้าวเกินกว่าที่ใครคนนึงจะแบกรับไหว แต่เพียงแค่ชั่วอึดใจ เสียงร่ำไห้นั้นก็หยุดลง และแล้วเสียง ครืด ของการลากเก้าอี้ก็ดังขึ้นแทนที่ คนด้านในห้องนั้นคงกำลังลุกขึ้นเพื่อมุ่งตรงมายังบานประตูนี้
แล้วมันก็เป็นอย่างที่ผมคิด ประตูไม้เก่าๆค่อยๆเปิดออกเชื่องช้า จนกระทั่งร่างของอีจุนโฮปรากฎให้เห็นอยู่ในสายตา ทว่า...
เจ้าของดวงตาบวมช้ำตรงหน้ากลับมองผมราวกับผมเป็นเพียง อากาศธาตุ เขาเดินผ่านร่างผมไปโดยไม่มีทีท่าว่าจะรับรู้การมีอยู่ของแขกไม่ได้รับเชิญแม้แต่นิดเดียว ผมทำอะไรไม่ได้นอกจากมองดูเขาด้วยความปั่นป่วนในช่วงอกเท่านั้น
ร่างเล็กเดินไปสวมรองเท้าผ้าใบเก่าๆที่ชอบใส่ประจำ รองเท้าคู่นั้นมันคับและมักจะกัดคนสวมใส่ให้เกิดแผล ถึงอย่างนั้นเจ้าของก็ยังทนทู่ซี้ใส่มันเพียงเพราะไม่มีเงินจะซื้อคู่ใหม่ พอเห็นแล้วก็ทำให้นึกถึงวันที่ผมควักเงินปึกใหญ่ออกมาให้คนคนนี้ด้วยความสมเพช
ตอนนั้นจุนโฮทำสีหน้ากระอักกระอ่วน แต่ก็ยื่นมือมารับเงินไว้โดยแลกกับการยอมก้มลงไปเลียรองเท้าหนังราคาแพงที่ผมใส่อย่างไร้ศักดิ์ศรี ทุกๆคนที่เห็นเหตุการณ์ต่างหัวเราะกันยกใหญ่ ไม่เว้นแม้แต่ตัวผมเอง ซึ่งผมก็ได้รู้ว่าคนอย่างอีจุนโฮยอมทำทุกอย่างได้เพื่อเงินก็คราวนั้นแหล่ะ แต่สิ่งนึงที่ผมไม่เคยรู้จนกระทั่งทุกอย่างมันสายไปก็คือ ที่จุนโฮยอม ก็เพราะฮวางชานซอง
.
.
ผมเดินตามหลังจุนโฮไปอย่างเงียบๆ เขากำลังมุ่งหน้าไปยังสถานที่ที่ผมรู้จักดี มันอยู่ห่างจากที่นี่ไปแค่ไม่กี่สถานี จุนโฮจึงเลือกที่จะค่อยๆเดินเท้าไปอย่างช้าๆแม้ว่าท้องฟ้าจะมืดสนิทแล้วก็ตาม ระหว่างที่เดินนั้นร่างเล็กก็คอยยกแขนเสื้อขึ้นปาดน้ำตาตัวเองไปด้วย เขาเกือบจะล้มอยู่หลายครั้ง หากแต่ก็พยายามประคับประคองตัวเองมาจนถึงอพาร์ทเม้นต์ราคาแพงจนได้
เรามาหยุดอยู่ที่หน้าห้อง 414 จุนโฮเริ่มลงมือกดกริ่งเรียกให้เจ้าของห้องออกมาเปิดรับหลังจากนั้น ผมจึงตัดสินใจเลือกยืนหลบอยู่ข้างหลังบานประตูเพราะรู้สึกหวั่นเกรงว่าคนในห้องนั้นอาจจะสังเกตุเห็นผม ทั้งๆที่ไม่ควรจะเห็น
"มีอะไรล่ะ ถึงได้ยอมมาเหยียบที่นี่ได้? เงินใช่ไหม?"
นั่นเป็นคำพูดแรกที่เจ้าของห้องพูดกับจุนโฮเมื่อเจอหน้า เขาทำน้ำเสียงดูถูกในความต่ำต้อยของอีกฝ่ายเสียเต็มประดา แต่ผมรู้ รู้ว่าเขาจะต้องเสียใจที่ทำน้ำเสียงแบบนั้นกับจุนโฮ ไปจนวันตาย
"ชานซอง... พ่อฉันอยู่ที่โรงพยาบาล ขอร้องล่ะ จะให้ฉันทำยังไงก็ได้"
จุนโฮเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ เขาคงคิดแล้วคิดอีกถึงได้ยอมบากหน้ามาที่นี่ ถ้าไม่จนตรอกจริงๆใครหน้าไหนจะยอมให้คนมาดูถูกและย่ำยีตัวเองได้ขนากนี้กันล่ะ แต่จุนโฮก็ยอม ยอมเสีย ทุกอย่าง
"ฉันจะหาเงินมาคืนนายแน่ๆ นะชานซอง... ได้โปรด ช่วยพ่อฉันด้วย"
ร่างเล็กโผเข้ากอดฮวางชานซองคนนั้นแนบแน่นราวกับว่าทั้งชีวิตนี้ไม่หลงเหลือใครอีกแล้ว แต่ผมคนโง่ๆแบบชานซองนั่นคงไม่รู้เรื่องราวอะไรหรอก ผมถึงได้มายืนอยู่ตรงนี้ รอคอยเวลาที่จะ แก้ไข เรื่องราวที่มันผิดพลาดไปทั้งหมด ผมต้องแก้ไขให้ทุกอย่างกลับมาเป็นสิ่งที่ถูกที่ควรให้ได้
"ก็ได้... แต่นายรู้ใช่ไหมว่าต้องทำยังไง?"
คนในห้องเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงสะใจที่จุนโฮต้องเป็นฝ่ายมาร้องขอ เขาดึงร่างจุนโฮให้เข้าไปด้านในหลังจากนั้น โดยที่ผมก็ได้แต่เพียงยืนมองบานประตูนี้ปิดลงและคอยเงี่ยหูฟัง เสียงที่จะเกิดขึ้นต่อจากนี้ไป ด้วยความเจ็บแปลบ
...............................
"ถอดออกสิ ทุกอย่างนั่นแหล่ะ"
ทันทีที่เจ้าของน้ำเสียงแข็งกร้าวเอ่ย จุนโฮก็เริ่มสะอื้นไห้ออกมาอีกระลอก ผมจินตนาการภาพทุกอย่างได้เป็นอย่างดีว่าจุนโฮต้องกำลังทำสีหน้าเจ็บปวดอยู่ แล้วผมก็รู้ด้วยว่าคนเลวๆในห้องนั่นจะไม่มีทางหยุดแน่ จนกว่าทุกอย่างมันจะ สายเกินไป
"ดีมาก แล้วก็คุกเข่าคลานมาที่นี่ซะ แล้วฉันจะโทรศัพท์บอกโรงพยาบาลเรื่องเช็คให้"
ตอนนี้จุนโฮคงกำลังทำตามที่หมอนั่นสั่ง และคงกำลังใช้ปากปรนเปรอความสุขสมให้หมอนั่นด้วยความทรมานใจอย่างถึงที่สุด
พลั่กกก!
"อย่าให้ฟันโดนสิ โง่เอ๊ย!"
เสียงร่างจุนโฮถูกผลักล้มลงไปกองกับพื้นดังก้อง สิ่งต่ำทรามที่ได้รับรู้ทำให้ผมกัดฟันตนเองกรอด เมื่อไหร่ที่เรื่องราวเหล่านี้มันจะจบเสียที? ผมแทบจะทนไม่ไหวอีกต่อไปแล้ว
"ชานซอง... ขอร้องล่ะ ช่วยโทรบอกโรงพยาบาลให้หน่อยได้ไหม ฉันจะทำตามที่นายบอกทุกอย่าง ฉันจะทำทุกอย่างชานซอง"
"..."
"ชานซอง... ได้โปรดเถอะนะ"
"ก็ได้ ฉันจะยอมโทรให้นายแล้วกัน"
เสียงกดโทรศัพท์ดังขึ้นต่อจากนั้น จริงอยู่ที่หมอนั่นไม่ได้ใจไม้ไส้ระกำขนาดจะปล่อยให้พ่อของจุนโฮนอนสาหัสโดยที่ไม่ช่วย หากแต่เขาก็ เลว เพียงพอที่จะใช้โอกาสนี้เพื่อให้ได้จุนโฮมาเป็นของตัวเอง
มันคงน่าเจ็บใจน่าดูที่ต้องใช้เงินมากมายที่มีเพื่อแลกกับสิ่งที่ตัวเองอยากได้มาตลอด ทว่าหากแค่หมอนั่นลองใช้สมองคิดดูสักหน่อย เขาก็คงรู้ว่ามันไม่จำเป็นต้องใช้เงินสักแดงเพื่อเรียกร้องความสนใจจากจุนโฮเลย
มันไม่จำเป็นเลยสักนิดเดียว
.
.
"เอาล่ะ ฉันทำตามที่นายขอแล้ว คราวนี้ก็ตานายแล้วล่ะ อีจุนโฮ"
"ชานซอง... ให้ฉันไปพบพ่อก่อนได้ไหม แล้วฉันจะกลับมาที่นี่แน่ๆ"
"จะบ้าหรือไง! ให้ฉันเสียเงินเป็นล้านๆเพื่อรอเนี่ยนะ? ไม่มีทาง!"
"แต่พ่อฉัน..."
"หุบปากไปเลย! ฉันไม่ให้นายไปไหนแน่จนกว่านายจะทำตามที่พูด ไอ้พวกคนจนนี่มันชอบกลับกลอกชะมัด!"
ผมนั่งกอดเข่าฟังทุกคำพูดเสียดแทงอยู่หน้าห้อง แค่หน้าห้อง ผมก็รู้ว่าบรรยากาศข้างในมันต้องน่าขยะแขยงมากกว่านี้แน่ และที่แย่กว่านั้นก็คือจุนโฮต้องทนถูกย่ำยีทั้งร่างกายและจิตใจด้วยน้ำมือชั่วๆของ ฮวางชานซอง
"เจ็บ... ชานซอง หยุดเถอะ"
"ฮึก... ชานซอง ทำไมนายต้องเกลียดฉันขนาดนี้ด้วย"
"เจ็บ ชานซอง ฉันเจ็บ ได้ยินรึเปล่า!"
"ฮึก... ชานซอง ทำไมนายต้องเกลียดฉันขนาดนี้ด้วย"
"เจ็บ ชานซอง ฉันเจ็บ ได้ยินรึเปล่า!"
เสียงร้องด้วยความเจ็บปวดของจุนโฮเวลาที่อีกฝ่ายขืนใจกัดกินผมอย่างแสนสาหัส ผมรับรู้ทุกการกระทำพวกนั้นได้เป็นอย่างดี แต่ทุกอย่างมันใกล้จะจบลงแล้ว และฮวางชานซองในห้องนั่นจะต้องได้รับผลตอบแทนที่ทำกับจุนโฮ อย่างสาสมที่สุด
และวินาทีที่ผมได้ยินเสียงฮวางชานซองลุกขึ้นเดิน ผมก็รีบลอบเปิดประตูเข้าไปในห้องอย่างเงียบๆ จุนโฮที่นอนหมดเรี่ยวแรงอยู่บนเตียงมองมาทางผมอย่างเลื่อนลอย แต่รออีกหน่อยเถอะ เขาจะต้องกลับมาเห็นผมอยู่ในสายตาแน่
.
.
ฮวางชานซองเดินเข้าไปในห้องน้ำเพื่อทำธุระ ซึ่งผมก็เดินตามเขาไปโดยที่ไม่ลืมหยิบเนคไทที่ตกอยู่บนพื้นเข้าไปด้วย และทันทีที่หมอนั่นรู้ตัวว่าผมมีตัวตนอยู่ในห้อง เขาก็ทำสีหน้าตกใจสุดขีด
จะไม่ให้ตกใจได้ไง ในเมื่อเขากำลังเห็น ตัวเอง ทำสีหน้าอาฆาตแค้นอยู่ตรงหน้า
ผมไม่รอช้า จัดการเข้ารัดคอไอ้ระยำชานซองนั่นไม่ให้ทันตั้งตัวด้วยเนคไทสีแดงที่หยิบติดมือมา หมอนั่นพยายามขัดขืน หากแต่ก็ถูกจับเอาหัวกระแทกเข้ากับอ่างน้ำไม่ยั้ง เลือดสีแดงฉานไหลเปรอะเต็มขอบอ่าง แต่แค่นี้มันยังไม่พอหรอก ถ้าเทียบกับความเจ็บปวดที่จุนโฮได้รับแล้ว ฮวางชานซองนี่สมควรตายอย่างเจ็บปวดทรมานที่สุด
จะไม่ให้ตกใจได้ไง ในเมื่อเขากำลังเห็น ตัวเอง ทำสีหน้าอาฆาตแค้นอยู่ตรงหน้า
ผมไม่รอช้า จัดการเข้ารัดคอไอ้ระยำชานซองนั่นไม่ให้ทันตั้งตัวด้วยเนคไทสีแดงที่หยิบติดมือมา หมอนั่นพยายามขัดขืน หากแต่ก็ถูกจับเอาหัวกระแทกเข้ากับอ่างน้ำไม่ยั้ง เลือดสีแดงฉานไหลเปรอะเต็มขอบอ่าง แต่แค่นี้มันยังไม่พอหรอก ถ้าเทียบกับความเจ็บปวดที่จุนโฮได้รับแล้ว ฮวางชานซองนี่สมควรตายอย่างเจ็บปวดทรมานที่สุด
"อ่อกๆ"
และแล้วลมหายใจของฮวางชานซองก็ค่อยๆหมดลง มันนอนตายตาเหลือกอยู่กับพื้นห้องน้ำอย่างน่าสมเพช ผมใช้เท้าเขี่ยดูศพมันให้แน่ใจ ก่อนจะเริ่มถอดชุดสูทสีขาวที่ตัวเองสวมใส่เปลี่ยนให้มันสวมแทน ส่วนผมก็หยิบผ้าเช็ดตัวที่มันใช้พันเอวมาใช้โดยกลับด้านที่เลอะเลือดเข้าหาตัว หลังจากนั้นก็เดินออกจากห้องน้ำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
จุนโฮทำหน้านิ่วคิ้วขมวดเมื่อเห็นผมเดินออกมา มันเป็นสัญญานบ่งบอกที่ดีว่าตอนนี้ผมไม่ได้เป็นเพียงอากาศธาตุสำหรับเขาอีกแล้ว ผมจึงรีบเข้าไปโอบกอดจุนโฮเอาไว้ กอดไว้แนบแน่นยิ่งกว่าสิ่งรักสิ่งใดบนโลกใบนี้ กอดไว้แนบอกอย่างทะนุถนอมที่สุด
ร่างกายของคนในอ้อมกอดอุ่น หากแต่ก็สั่นไหว เขากอดตอบรับผมอย่างกล้าๆกลัวๆ ถึงอย่างนั้นผมก็ดีใจที่ได้มีโอกาสได้รับอ้อมกอด จริงๆ จากจุนโฮ
"จุนโฮ... ฉันรักนายนะ"
"รักมาตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้รู้จักแล้ว ขอโทษที่เคยบอกว่าเกลียดนาย ฉันมันโง่เองที่เอาแต่คิดว่านายมายุ่งกับฉันเพราะเงิน"
"ขอโทษนะจุนโฮ ฉันจะทำทุกอย่างที่นายต้องการ ยกโทษให้ฉันเถอะนะ"
"ฉันรักจุนโฮ รักที่สุดในโลก"
คำพูดที่เคยกักเก็บไว้ในใจพรั่งพรูออกจากปากไม่หยุด จุนโฮได้แต่นิ่งเงียบ ผมไม่รู้ว่าเขาเข้าใจที่ผมพูดมากน้อยแค่ไหน แต่ผมจะพยายามทำทุกอย่างให้จุนโฮเชื่อให้ได้ว่าผม รักเขามาก รักมาตลอด
"นายพูดอะไรน่ะชานซอง..."
จุนโฮเอ่ยคำแรกหลังจากที่เงียบไปอยู่นาน สายตาของเขาดูไม่เชื่อสิ่งที่ผมพูดออกมา แต่ผมก็ไม่ย่อท้อ เข้าไปประทับจูบตามใบหน้าเขาแผ่วเบา ให้เขาแน่ใจว่า ฮวางชานซองคนนี้ จะไม่มีวันทำอะไรรุนแรงกับเขาแน่
"ฉันรักนายจุนโฮ"
ผมจับสองมือที่เต็มไปด้วยรอยแผลขึ้นมากุมไว้ จุนโฮทำสีหน้าเหมือนจะร้องไห้ ทว่าจู่ๆบนใบหน้าเขาก็เริ่มมีรอยยิ้มน้อยๆปรากฎขึ้น ราวกับว่าเขากำลังดีใจที่ได้ยินสิ่งที่ผมพูด "นี่ฉันกำลังอยู่ในความฝันรึเปล่านะ?" เขาเอ่ย
"..."
"ชานซองเกลียดฉันจะตายไป เมื่อกี๊ก็ยังบอกว่าเกลียด..."
"ไม่ใช่นะ! ฉันไม่เคยเกลียดจุนโฮ ฮวางชานซองคนนี้ ไม่เคยเกลียดจุนโฮ!"
อดไม่ได้ที่จะต้องดึงร่างของคนตรงหน้าเข้ามากอดไว้อีกครั้ง ผมรู้ว่ามันยากที่จะทำให้จุนโฮเชื่อใจ แต่ผมก็อยากจะลองทำทุกอย่างเพื่อพิสูจน์ให้เขารู้ว่าผมไม่ได้โกหก ผมจะลบเลือนสัมผัสที่หมอนั่นเคยทำร้ายจุนโฮเอาไว้ และจะต้องแก้ไขสิ่งที่ผิดพลาดไปให้ได้
"ให้โอกาสฉันได้พิสูจน์นะ ว่าฉันรักนายจริงๆ"
ผมตัดสินใจส่งเสียงกระซิบ ก่อนจะจับโน้มให้อีกฝ่ายนอนเอนลงกับเตียง จุนโฮไม่ขัดขืน ทว่าเขาก็แสดงสีหน้าเหนื่อยล้าออกมาให้เห็น
"ฉันเหนื่อยชานซอง..."
เขาเอ่ยพร้อมกับยกมือปาดหยาดน้ำที่ปริ่มเบ้าตาตนเองออก ผมไม่อยากให้เขาปฏิเสธ จึงได้แต่วิงวอนเขาอีกครั้ง
"ขอร้องล่ะ ให้ฉันทำเถอะนะ ฉันจะทำให้นายมีความสุขจุนโฮ จะทำให้มีความสุขที่สุดในโลกเลย"
"..."
"นะจุนโฮ... ได้โปรด..."
ในที่สุดจุนโฮก็พยักหน้า และยอมให้ผมทำตามใจเหมือนทุกครั้ง หากแต่ครั้งนี้ผมมั่นใจว่าจุนโฮจะต้องสัมผัสความรักของผมได้ ครั้งนี้เขาจะได้รับรู้ว่า ฮวางชานซองคนนี้รักจุนโฮที่สุดในโลก
"อยู่ด้วยกันนะจุนโฮ อยู่ด้วยกันตลอดไป..."
ผมเอ่ยทิ้งท้าย ก่อนจะเป็นฝ่ายพาจุนโฮเข้าสู่ห้วงเวลาที่เราสองคน จะได้รักกันอย่างไร้เงื่อนไขใดๆ
จุนโฮเอ่ยคำแรกหลังจากที่เงียบไปอยู่นาน สายตาของเขาดูไม่เชื่อสิ่งที่ผมพูดออกมา แต่ผมก็ไม่ย่อท้อ เข้าไปประทับจูบตามใบหน้าเขาแผ่วเบา ให้เขาแน่ใจว่า ฮวางชานซองคนนี้ จะไม่มีวันทำอะไรรุนแรงกับเขาแน่
"ฉันรักนายจุนโฮ"
ผมจับสองมือที่เต็มไปด้วยรอยแผลขึ้นมากุมไว้ จุนโฮทำสีหน้าเหมือนจะร้องไห้ ทว่าจู่ๆบนใบหน้าเขาก็เริ่มมีรอยยิ้มน้อยๆปรากฎขึ้น ราวกับว่าเขากำลังดีใจที่ได้ยินสิ่งที่ผมพูด "นี่ฉันกำลังอยู่ในความฝันรึเปล่านะ?" เขาเอ่ย
"..."
"ชานซองเกลียดฉันจะตายไป เมื่อกี๊ก็ยังบอกว่าเกลียด..."
"ไม่ใช่นะ! ฉันไม่เคยเกลียดจุนโฮ ฮวางชานซองคนนี้ ไม่เคยเกลียดจุนโฮ!"
อดไม่ได้ที่จะต้องดึงร่างของคนตรงหน้าเข้ามากอดไว้อีกครั้ง ผมรู้ว่ามันยากที่จะทำให้จุนโฮเชื่อใจ แต่ผมก็อยากจะลองทำทุกอย่างเพื่อพิสูจน์ให้เขารู้ว่าผมไม่ได้โกหก ผมจะลบเลือนสัมผัสที่หมอนั่นเคยทำร้ายจุนโฮเอาไว้ และจะต้องแก้ไขสิ่งที่ผิดพลาดไปให้ได้
"ให้โอกาสฉันได้พิสูจน์นะ ว่าฉันรักนายจริงๆ"
ผมตัดสินใจส่งเสียงกระซิบ ก่อนจะจับโน้มให้อีกฝ่ายนอนเอนลงกับเตียง จุนโฮไม่ขัดขืน ทว่าเขาก็แสดงสีหน้าเหนื่อยล้าออกมาให้เห็น
"ฉันเหนื่อยชานซอง..."
เขาเอ่ยพร้อมกับยกมือปาดหยาดน้ำที่ปริ่มเบ้าตาตนเองออก ผมไม่อยากให้เขาปฏิเสธ จึงได้แต่วิงวอนเขาอีกครั้ง
"ขอร้องล่ะ ให้ฉันทำเถอะนะ ฉันจะทำให้นายมีความสุขจุนโฮ จะทำให้มีความสุขที่สุดในโลกเลย"
"..."
"นะจุนโฮ... ได้โปรด..."
ในที่สุดจุนโฮก็พยักหน้า และยอมให้ผมทำตามใจเหมือนทุกครั้ง หากแต่ครั้งนี้ผมมั่นใจว่าจุนโฮจะต้องสัมผัสความรักของผมได้ ครั้งนี้เขาจะได้รับรู้ว่า ฮวางชานซองคนนี้รักจุนโฮที่สุดในโลก
"อยู่ด้วยกันนะจุนโฮ อยู่ด้วยกันตลอดไป..."
ผมเอ่ยทิ้งท้าย ก่อนจะเป็นฝ่ายพาจุนโฮเข้าสู่ห้วงเวลาที่เราสองคน จะได้รักกันอย่างไร้เงื่อนไขใดๆ
......................................
เสียงอ่านข่าวจากโทรทัศน์ทำให้ผมตื่นขึ้น น่าแปลก ผมจำได้ว่าเมื่อคืนไม่ได้เปิดมันเอาทิ้งอย่างนี้นี่? หรือว่าจะมีใครคนอื่นเปิดทิ้งไว้นะ จุนโฮงั้นเหรอ? เพียงแค่นึกขึ้นได้เท่านั้น ผมก็รีบกระเสือกกระสนลุกขึ้นจากเตียงมองหาคนที่ว่าทันที
ทว่า... ภายในห้องกลับไร้วี่แววใดๆของอีจุนโฮ ไม่เหลือแม้เพียงเศษเสี้ยวไออวลลมหายใจจากร่างกายเขาให้รู้สึกแม้เพียงนิดเดียว
ไม่มีทาง... จุนโฮต้องไม่ไปไหนสิ เมื่อคืนเราสองคนก็เข้าใจกันแล้วไม่ใช่เหรอไง? จุนโฮรับรู้แล้วไม่ใช่เหรอว่าผมรักเขาที่สุด ผมรักเขายิ่งกว่าอะไรทั้งหมดน่ะ!?
แต่แล้วจู่ๆเสียงรายงานข่าวจากในทีวีก็ดังขึ้น ดังก้องเกินกว่าที่ผมจะหลีกเลี่ยงไม่รับฟังมันได้ ข่าวที่ผมเกือบจะลืมไปแล้วว่า มันได้เกิดขึ้นจริง
ทว่า... ภายในห้องกลับไร้วี่แววใดๆของอีจุนโฮ ไม่เหลือแม้เพียงเศษเสี้ยวไออวลลมหายใจจากร่างกายเขาให้รู้สึกแม้เพียงนิดเดียว
ไม่มีทาง... จุนโฮต้องไม่ไปไหนสิ เมื่อคืนเราสองคนก็เข้าใจกันแล้วไม่ใช่เหรอไง? จุนโฮรับรู้แล้วไม่ใช่เหรอว่าผมรักเขาที่สุด ผมรักเขายิ่งกว่าอะไรทั้งหมดน่ะ!?
แต่แล้วจู่ๆเสียงรายงานข่าวจากในทีวีก็ดังขึ้น ดังก้องเกินกว่าที่ผมจะหลีกเลี่ยงไม่รับฟังมันได้ ข่าวที่ผมเกือบจะลืมไปแล้วว่า มันได้เกิดขึ้นจริง
"รายงานจากเขตเอ เมื่อเวลาประมาน 10 นาฬิกา ศพของนาย อีจุนโฮ อายุ 21 ปี ถูกพบอยู่ที่ริมฝั่งแม่น้ำ คาดว่าสาเหตุเกิดจากการฆ่าตัวตาย"
ไม่... มันต้องไม่ใช่แบบนี้ จุนโฮต้องไม่คิดสั้นแน่ๆ จุนโฮรู้แล้วว่าผมรักเขามาก เขาต้องไม่ทำอะไรโง่ๆอย่างนั้นแน่!
ผมรีบตะเกียกตะกายลุกขึ้นจากเตียง เริ่มวิ่งสุดชีวิตไปยังบ้านเขา บางทีจุนโฮอาจจะกลับไปที่สลัมนั่น เขาอาจจะแค่กลับไปนอนพักที่นั่น! น้ำตาผมหยดไหลเป็นสายไม่หยุดระหว่างที่มุ่งหน้าไปยังจุดหมาย ทำไมล่ะ ก็เมื่อคืนผมได้แก้ไขทุกสิ่งทุกอย่างแล้วไง ทำไมมันถึงมีข่าวบ้าๆแบบนั้นออกมาได้? มันต้องเป็นข่าวโกหกแน่ๆ
ผมรีบตะเกียกตะกายลุกขึ้นจากเตียง เริ่มวิ่งสุดชีวิตไปยังบ้านเขา บางทีจุนโฮอาจจะกลับไปที่สลัมนั่น เขาอาจจะแค่กลับไปนอนพักที่นั่น! น้ำตาผมหยดไหลเป็นสายไม่หยุดระหว่างที่มุ่งหน้าไปยังจุดหมาย ทำไมล่ะ ก็เมื่อคืนผมได้แก้ไขทุกสิ่งทุกอย่างแล้วไง ทำไมมันถึงมีข่าวบ้าๆแบบนั้นออกมาได้? มันต้องเป็นข่าวโกหกแน่ๆ
แต่แล้วเมื่อผมกลับเข้าไปในบ้านรูหนูของจุนโฮ ผมก็ไม่พบใครสักคน ห้องนอนของจุนโฮเปิดกว้างเอาไว้ หากแต่ก็ไร้วี่แววใดๆของคนอยู่อาศัย พอมองเข้าไปภายใน ของประดับแปลกๆที่เป็นกระดาษซีร็อกส์สีขาวดำรูปใบหน้าของคนคนนึงที่ถูกแปะไว้เหนือโต๊ะไม้เก่าๆก็ดึงดูดผมให้เดินเข้าไปใกล้
มันเป็นรูปของฮวางชานซองจากหนังสือรุ่น
กระดาษเก่าๆโทรมนั่น แม้มันจะเป็นแค่ภาพสีขาวดำ แต่คนในรูปนั้นก็ยังดูเฉิดฉาย และในความเฉิดฉายนั้นเอง ผมก็ยังมองเห็นทั้งรอยนิ้วมือและ คราบน้ำตา ปรากฏอยู่ทั่ว คราบน้ำตาของจุนโฮยามที่ยกมือสัมผัสมัน
เรื่องราวต่างๆเกี่ยวกับจุนโฮฉายซ้ำในหัวสมอง ฉายตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้เห็นเขา ครั้งแรกที่ตกหลุมรัก ครั้งแรกที่ได้จูบ และครั้งแรกที่ เอ่ยปากบอกเขาว่า เกลียด...
แต่มันไม่มีครั้งไหนสักครั้งที่ผมนึกออกว่าตัวเองได้บอกกับจุนโฮว่า ผมรักเขาที่สุด ไม่มีแม้แต่ครั้งเดียว...
สมุดโน้ตเล่มเล็กของจุนโฮที่วางอยู่บนโต๊ะตอกย้ำความเลวร้ายของผมได้ยิ่งกว่าเดิม จุนโฮระบายความอัดอั้นในใจไว้ในนั้นทุกอย่าง ไม่ว่าจะเรื่องพ่อที่ป่วย เรื่องความต่ำต้อยของตัวเอง และเรื่องของผม
ร่างกายผมทรุดลงกับพื้นเมื่อได้อ่านสมุดเล่มนั้นทีละหน้า ผมมันโง่เง่า ทำไมผมถึงไม่ฉุกใจคิดบ้างนะว่าจุนโฮเองก็เฝ้ารอผมมาตลอด เขาเฝ้ารอผมอยู่เสมอ เฝ้ารอให้ผมแสดงออกไปบ้างว่าผมเองก็รักเขาเช่นกัน...
.
.
มันเป็นรูปของฮวางชานซองจากหนังสือรุ่น
กระดาษเก่าๆโทรมนั่น แม้มันจะเป็นแค่ภาพสีขาวดำ แต่คนในรูปนั้นก็ยังดูเฉิดฉาย และในความเฉิดฉายนั้นเอง ผมก็ยังมองเห็นทั้งรอยนิ้วมือและ คราบน้ำตา ปรากฏอยู่ทั่ว คราบน้ำตาของจุนโฮยามที่ยกมือสัมผัสมัน
เรื่องราวต่างๆเกี่ยวกับจุนโฮฉายซ้ำในหัวสมอง ฉายตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้เห็นเขา ครั้งแรกที่ตกหลุมรัก ครั้งแรกที่ได้จูบ และครั้งแรกที่ เอ่ยปากบอกเขาว่า เกลียด...
แต่มันไม่มีครั้งไหนสักครั้งที่ผมนึกออกว่าตัวเองได้บอกกับจุนโฮว่า ผมรักเขาที่สุด ไม่มีแม้แต่ครั้งเดียว...
สมุดโน้ตเล่มเล็กของจุนโฮที่วางอยู่บนโต๊ะตอกย้ำความเลวร้ายของผมได้ยิ่งกว่าเดิม จุนโฮระบายความอัดอั้นในใจไว้ในนั้นทุกอย่าง ไม่ว่าจะเรื่องพ่อที่ป่วย เรื่องความต่ำต้อยของตัวเอง และเรื่องของผม
ร่างกายผมทรุดลงกับพื้นเมื่อได้อ่านสมุดเล่มนั้นทีละหน้า ผมมันโง่เง่า ทำไมผมถึงไม่ฉุกใจคิดบ้างนะว่าจุนโฮเองก็เฝ้ารอผมมาตลอด เขาเฝ้ารอผมอยู่เสมอ เฝ้ารอให้ผมแสดงออกไปบ้างว่าผมเองก็รักเขาเช่นกัน...
.
.
ผมตัดสินใจกลับห้อง เปิดประตูห้องน้ำที่ฮวางชานซองอีกคนนั่นนอนจมกองเลือดออก แล้วจัดการลากศพน่าสมเพชของหมอนั่นออกมายัดไว้ในรถยนต์ราคาแพงของตัวเอง หลังจากนั้นก็ออกรถมุ่งหน้าไปยังสะพานข้ามแม่น้ำสายนั้น สถานที่ที่เราเคยได้พบกันครั้งแรก
แค่เพียงชั่วอึดใจ รถก็มาหยุดอยู่ที่กลางสะพาน ผมจอดรถโดยหันหัวออกไปทางรั้วกั้นเพื่อที่จะได้มองเห็นสายน้ำเบื้องล่างได้ง่าย ระหว่างนั้นก็เปิดอ่านสมุดโน้ตของจุนโฮที่หยิบติดมือมาไปด้วย
'ชานซองพึ่งได้รางวัลที่หนึ่งจากการแข่งเคมโป้ เราอยากเข้าไปแสดงความยินดี
แต่เขาคงคิดว่าจะไปหาผลประโยชน์เหมือนเดิมอีกแน่ ก็เราไม่มีข้ออ้างอะไรที่จะใช้ไปหาชานซองอีกได้แล้วนี่'
'ถ้าหากว่าเราไม่เคยได้พบกันแต่แรก ถ้าหากว่าไม่ดันทุรังมองไปที่สายตาคู่นั้นตั้งแต่แรก ชานซองอาจจะไม่เคยเกลียดเราก็ได้'
'ทั้งๆที่เขาทำให้เจ็บ แต่เราก็ยังอยากพบ ต่อให้เขาคิดดูถูกว่าเราอยากได้เงิน เราก็ยังอยากพบ อยากพบแม้จะรู้ว่าเขาให้เราได้ แค่เงิน เท่านั้น'
ผมอ่านทุกตัวอักษรจนกระทั่งหน้าสุดท้าย ซึบซับความเจ็บปวดทุกอย่างของจุนโฮเอาไว้ ก่อนจะปิดสมุดลง แล้วออกสตาร์ทรถอีกครั้ง และครั้งนี้ จุดหมายก็คือแม่น้ำเบื้องล่างนั่น
ผมอ่านทุกตัวอักษรจนกระทั่งหน้าสุดท้าย ซึบซับความเจ็บปวดทุกอย่างของจุนโฮเอาไว้ ก่อนจะปิดสมุดลง แล้วออกสตาร์ทรถอีกครั้ง และครั้งนี้ จุดหมายก็คือแม่น้ำเบื้องล่างนั่น
รอก่อนนะจุนโฮ ฉันกำลังจะไปหานาย ฉันจะทำให้นายได้รู้ว่า ฉันเองก็รักนายเช่นกัน
..............................................
ไม่รู้ว่าผมมาอยู่บนเรือข้ามฟากนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ เท่าที่จำได้ก็คือกัปตันของเรือลำนี้เข้ามาสะกิดผมที่นอนตัวเปียกปอนอยู่ให้เปลี่ยนเสื้อผ้าเสียใหม่ เขาเล่าว่าพบผมลอยตามน้ำในแม่น้ำสายนี้มา จึงช่วยนำผมขึ้นมาบนเรือเพื่อให้ออกเดินทางออกจากที่นี่ไปด้วยกัน
ผมรีบปฏิเสธข้อเสนอ เพราะรู้สึกต้องการขึ้นไปบนฝั่งด้านบนเสียให้ได้มากกว่า มีอะไรบางอย่างรอผมอยู่ อาจจะรอ ให้ผมกลับไปแก้ไข
"บางทีมันอาจไร้ประโยชน์ที่จะขึ้นไป เรื่องบางเรื่องมันก็ไม่สามารถแก้ไขได้"
กัปตันเอ่ยย้ำราวกับล่วงรู้ความคิด หากแต่ผมก็ตัดสินใจแล้ว ผมยืนยันที่จะขึ้นฝั่งไป เขาจึงตกลงที่จะช่วยส่งผม
"หนุ่มน้อย รู้ไหมพวกคนเดินเรือเนี่ยรู้ดีว่าสายน้ำจะไม่ไหลย้อนกลับ และจะไม่มีวันไหลย้อนกลับหรอกนะ"
"..."
ผมไม่เอ่ยอะไรตอบ ได้แต่ก้าวขาออกจากเรือลำสีขาวสู่พื้นดินเปียกๆ โคลนมากมายติดเต็มขาระหว่างที่ย่างเท้าไปยังเชิงสะพานเพื่อเตรียมข้ามไปอีกฝั่งฟาก ผมหันกลับไปมองเรือลำนั้นและโบกมือให้ กัปตันยิ้มให้ผมก่อนจะออกเรือต่อไป เขาเอ่ยขึ้นลอยๆให้ผมได้ยินทิ้งท้ายว่า "อีกไม่นานก็กลับมาแล้วล่ะ ไม่ต้องโบกมือลาหรอก" ผมพยักหน้ารับรู้
รถตำรวจหลายคันก็วิ่งผ่านร่างระหว่างที่ค่อยๆเดินข้ามสะพานอย่างช้าๆ พอมองไปที่กลางสะพานแล้วก็จะเห็นผู้คนมากมายยืนออมองรถยนต์ราคาแพงถูกยกขึ้นจากแม่น้ำอยู่ และถ้ามองไม่ผิด ในรถคันนั้นมีร่างของคนคนนึงนั่งอยู่ด้วย มันเป็นร่างของชายหนุ่มสวมชุดสูทสีขาวโพลน ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าคนคนนั้นหมดลมหายใจไปแล้วเรียบร้อย
ผมก้าวเดินต่อไปจนกระทั่งมาถึงกึ่งกลางสะพาน จำได้ว่าเคยได้พบใครคนนึงครั้งแรกที่สะพานนี้ คนที่เข้ามาช่วยผมเข็นรถที่จอดเสียลงไปยังฝั่งโน้นอย่างทุลักทุเล ตอนนั้นผมติดใจรอยยิ้มคนคนนั้นเข้าอย่างจัง แล้วก็รู้สึกดีใจสุดๆที่รู้ว่าเราเรียนอยู่ที่เดียวกันด้วย พอนึกแล้วก็ทำให้ผมหยุดยืนและทอดมองลงไปที่สายน้ำเบื้องล่างสะพานเพื่อระลึกถึงเรื่องราวเก่าๆ
.
.
ผมรีบปฏิเสธข้อเสนอ เพราะรู้สึกต้องการขึ้นไปบนฝั่งด้านบนเสียให้ได้มากกว่า มีอะไรบางอย่างรอผมอยู่ อาจจะรอ ให้ผมกลับไปแก้ไข
"บางทีมันอาจไร้ประโยชน์ที่จะขึ้นไป เรื่องบางเรื่องมันก็ไม่สามารถแก้ไขได้"
กัปตันเอ่ยย้ำราวกับล่วงรู้ความคิด หากแต่ผมก็ตัดสินใจแล้ว ผมยืนยันที่จะขึ้นฝั่งไป เขาจึงตกลงที่จะช่วยส่งผม
"หนุ่มน้อย รู้ไหมพวกคนเดินเรือเนี่ยรู้ดีว่าสายน้ำจะไม่ไหลย้อนกลับ และจะไม่มีวันไหลย้อนกลับหรอกนะ"
"..."
ผมไม่เอ่ยอะไรตอบ ได้แต่ก้าวขาออกจากเรือลำสีขาวสู่พื้นดินเปียกๆ โคลนมากมายติดเต็มขาระหว่างที่ย่างเท้าไปยังเชิงสะพานเพื่อเตรียมข้ามไปอีกฝั่งฟาก ผมหันกลับไปมองเรือลำนั้นและโบกมือให้ กัปตันยิ้มให้ผมก่อนจะออกเรือต่อไป เขาเอ่ยขึ้นลอยๆให้ผมได้ยินทิ้งท้ายว่า "อีกไม่นานก็กลับมาแล้วล่ะ ไม่ต้องโบกมือลาหรอก" ผมพยักหน้ารับรู้
รถตำรวจหลายคันก็วิ่งผ่านร่างระหว่างที่ค่อยๆเดินข้ามสะพานอย่างช้าๆ พอมองไปที่กลางสะพานแล้วก็จะเห็นผู้คนมากมายยืนออมองรถยนต์ราคาแพงถูกยกขึ้นจากแม่น้ำอยู่ และถ้ามองไม่ผิด ในรถคันนั้นมีร่างของคนคนนึงนั่งอยู่ด้วย มันเป็นร่างของชายหนุ่มสวมชุดสูทสีขาวโพลน ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าคนคนนั้นหมดลมหายใจไปแล้วเรียบร้อย
ผมก้าวเดินต่อไปจนกระทั่งมาถึงกึ่งกลางสะพาน จำได้ว่าเคยได้พบใครคนนึงครั้งแรกที่สะพานนี้ คนที่เข้ามาช่วยผมเข็นรถที่จอดเสียลงไปยังฝั่งโน้นอย่างทุลักทุเล ตอนนั้นผมติดใจรอยยิ้มคนคนนั้นเข้าอย่างจัง แล้วก็รู้สึกดีใจสุดๆที่รู้ว่าเราเรียนอยู่ที่เดียวกันด้วย พอนึกแล้วก็ทำให้ผมหยุดยืนและทอดมองลงไปที่สายน้ำเบื้องล่างสะพานเพื่อระลึกถึงเรื่องราวเก่าๆ
.
.
พอทอดมองจากสะพานสูงๆลงไปที่แม่น้ำแบบนี้ มันให้ความรู้สึกโหวงเหวงในช่องท้องอย่างน่าประหลาด คงเพราะภายใต้ผืนน้ำเชี่ยวกรากที่เห็นอยู่ มันแฝงทั้งความลึกลับ ความมืดมน และความโศกเศร้าเอาไว้ บางทีแต่ละหยาดหยดในแม่น้ำแห่งนี้อาจเต็มไปด้วย น้ำตา ก็เป็นได้
เสียงหวูดเรือดังขึ้นให้ได้ยินเป็นระยะ อีกแค่เพียงชั่วครู่ เรือลำสีขาวโพลนก็คงจะแล่นผ่านใต้สะพานนี้จากไปไกลสุดลูกหูลูกตา ไม่รู้ว่าเรือลำนั้นจะย้อนกลับมาที่นี่อีกไหม ผมรู้ก็แค่สิ่งเดียวที่จะไม่ย้อนกลับมาอย่างแน่นอนก็คือ สายน้ำเบื้องล่าง อย่างที่ใครคนนึงเคยบอกเอาไว้ว่าสายน้ำไม่เคยไหลย้อนกลับ และจะ ไม่มีวัน ไหลย้อนกลับ
ผมหันหลังกลับออกจากรั้วกั้นสะพาน หันหน้าไปยังถนนที่ดูสับสนวุ่นวายอลหม่าน มันวุ่นวายมากเสียจนต้องเดินเลียบไปตามทางเดินเปรอะเปื้อนดินโคลนเพื่อหลบเลี่ยง และหากลองสังเกตุบนทางเดินดีๆแล้ว ก็จะพบเห็นรอยเท้านับไม่ถ้วนปรากฎอยู่ทั่ว แทบทุกรอยต่างมุ่งหน้าไปในทางเดียวกันคือที่สุดปลายสะพานข้ามแม่น้ำเบื้องล่างแห่งนี้ ผมตัดสินใจเดินตามรอยเท้าเหล่านั้นไป
.
.
เสียงหวูดเรือดังขึ้นให้ได้ยินเป็นระยะ อีกแค่เพียงชั่วครู่ เรือลำสีขาวโพลนก็คงจะแล่นผ่านใต้สะพานนี้จากไปไกลสุดลูกหูลูกตา ไม่รู้ว่าเรือลำนั้นจะย้อนกลับมาที่นี่อีกไหม ผมรู้ก็แค่สิ่งเดียวที่จะไม่ย้อนกลับมาอย่างแน่นอนก็คือ สายน้ำเบื้องล่าง อย่างที่ใครคนนึงเคยบอกเอาไว้ว่าสายน้ำไม่เคยไหลย้อนกลับ และจะ ไม่มีวัน ไหลย้อนกลับ
ผมหันหลังกลับออกจากรั้วกั้นสะพาน หันหน้าไปยังถนนที่ดูสับสนวุ่นวายอลหม่าน มันวุ่นวายมากเสียจนต้องเดินเลียบไปตามทางเดินเปรอะเปื้อนดินโคลนเพื่อหลบเลี่ยง และหากลองสังเกตุบนทางเดินดีๆแล้ว ก็จะพบเห็นรอยเท้านับไม่ถ้วนปรากฎอยู่ทั่ว แทบทุกรอยต่างมุ่งหน้าไปในทางเดียวกันคือที่สุดปลายสะพานข้ามแม่น้ำเบื้องล่างแห่งนี้ ผมตัดสินใจเดินตามรอยเท้าเหล่านั้นไป
.
.
Triangle : Chan POV End
...................................
WRITER TALK:
สวัสดีก๊าบบบบ ซุ่มเขียนเรื่องนี้นานมากกกกกกก เอาเป็นว่าเค้าไม่ได้คาดหวังว่าจะต้องมาเม้นหรืออะไร แปะได้ ไม่เม้นได้ไม่ว่ากัน ^^ คิดถึงคนอ่านทุกคนนะง๊าบบบบบ
เข้าเรื่องๆ คือฟิคเรื่องนี้เราได้แรงบรรดาลใจจากหนังเรื่อง Triangle ซึ่งหนังมันก็งงงวยแนวๆฟิคเรื่องนี้แหล่ะ แบบว่ามันเป็นความชอบส่วนตัว ก็เลยอยากลองแต่งฟิคแนวแบบหนังนั้นบ้าง ชื่อเรื่องนี้จึงเป็นการให้เครดิตกับหนังอ่ะงั๊บ
แล้วก็จริงๆมีภาค Junho POV ด้วย อาจจะทำให้เรื่องสมบูรณ์มากขึ้น หรืออาจจะไม่ช่วยอะไรเลยก็ได้ lol เสร็จเมื่อไหร่จะเอามาลงนะง๊าบบ ^^
งุ๊บงิ๊บง๊บงั๊บ
บะบายง๊าบ เจอกันใหม่เรื่องหน้าาาา
Yo!
Tags: channuneo, chansungxhunho, chanxho5 Comments

มากเท่าที่นักอ่านคนนึงจะชอบได้ มันแบบบรรยายไม่ถูกอ่ะคุณแซน สำหรับเราคุณแซนเป็นคนมีพรสวรรค์มากๆ มีเสน่ห์ในการเขียนฟิคมากๆ จะเป็นกำลังใจให้คุณแซนต่อไปนะคะ รักคุณแซน //แอร๊ยย เขิน
ติดตามอยู่นะคะ
แต่พอดีแอบเพิ่งมาติดตามเลยไม่ค่อยได้เม้นเท่าไร
แต่ชอบการเขียนของ writer มากเลยค่ะ สู้ๆนะคะ
รออ่านหลายๆตอนอยู่เลย
#1 By bonussen (119.148.98.170) on 2011-08-11 17:07