(Fic-ChanHo) SEVEN: Part 01
posted on 13 Apr 2011 19:28 by psychoromance in channuneoTitle: Seven (Temptation)
Author: Psychoromance (Yochan)
Paring: ChansungxJunho
Rate: NC- 17
Genre: Romantic Drama
Author: Psychoromance (Yochan)
Paring: ChansungxJunho
Rate: NC- 17
Genre: Romantic Drama
Lightless
I can't smile, I can't find
i can't stop, Lightless
"คุณหมายความว่า... คุณเคยถูกลวนลามทางเพศ ตอนที่ดวงตาคุณยังมองไม่เห็น?"
จิตแพทย์ฝั่งตรงข้ามแสดงทั้งสีหน้าและน้ำเสียงตึงเครียด ผมพยักหน้ายืนยัน ทว่าคนยิงคำถามกลับเลิกคิ้วขึ้นเหมือนยังไม่คลายความสงสัย
"ดูตามประวัติ คุณได้รับการผ่าตัดดวงตาเมื่อเจ็ดปีก่อน คุณจะบอกว่าคุณถูก เพื่อนบ้านชาย ลวนลามตอนที่อายุ 12 ปีงั้นสิ?"
ผมพยักหน้าอีกครั้ง คิ้วผมขมวดมุ่น ริมฝีปากก็หนักอึ้ง เม็ดเหงื่อเริ่มผุดตามง่ามนิ้วมือที่กำหมัดแน่น ความเครียดมันเข้ามาเล่นงานผมได้พักนึงแล้วตั้งแต่ย่างเท้าเข้าห้องของจิตแพทย์คนนี้ จิตแพทย์ที่มีป้ายชื่อรูปทรงสามเหลี่ยมอันใหญ่วางไว้อยู่หัวโต๊ะ มันอ่านได้ว่า นายแพทย์คิมจุนซู
"รู้ไหมว่าผมไม่เชื่อที่คุณพูดเท่าไหร่"
นายแพทย์คิมจุนซูเอ่ยต่อ เขาบิดเอี้ยวคอเล็กน้อย ก่อนจะเสยปลายผมดำขลับไปด้านหลัง ผมเตรียมลุกออกจากเก้าอี้ เพราะรู้สึกเสียดายเวลาเต็มที สองชั่วโมงกับอีกสิบนาทีที่ต้องอยู่ในห้องกับจิตแพทย์บ้าบอที่เอาแต่ซักไซร้ในเรื่องที่ไม่อยากตอบ แล้วสุดท้ายมันก็ไม่ได้อะไรขึ้นมาสักอย่าง
"เดี๋ยวสิคุณอีจุนโฮ"
เขาเอ่ยรั้ง "ที่ผมบอกว่าไม่เชื่อ เพราะคุณน่ะ ยังเล่าให้ผมฟังไม่หมดต่างหาก"
"......"
ผมถอนหายใจ เหนื่อยกับการเล่าเรื่องเหล่านี้ แต่จิตแพทย์พวกนี้บอกกับผมและครอบครัวว่าที่สายตาผมย่ำแย่ลง มันเป็นเพราะความบอบช้ำทางจิตใจที่ผมกักเก็บไว้ ผมถึงได้ต้องมานั่งเล่าเรื่องที่แม้แต่พ่อแม่ยังไม่รู้ให้เขาฟังอยู่นี่แหละ
"ช่วยเล่าหน่อยสิ เพื่อนบ้านชายที่ว่า เขาเป็นยังไง?"
"ผมบอกแล้วไงว่ามองอะไรไม่เห็น ผมไม่รู้หรอกว่าเขาหน้าตาเป็นยังไง"
"ลักษณะนิสัย?"
"พี่ชายที่ดี แต่ก็เลว!"
"คุณนับถือเขาเป็นพี่ชาย คงรู้สึกแย่ใช่ไหมที่โดนคนที่ไว้ใจลวนลาม?"
"มันก็แน่นอนอยู่แล้ว! ผมอายุแค่สิบสอง เขายังทำอย่างนั้นกับผมได้ แล้วก็หายหน้าไปเลยตั้งแต่นั้น แต่ช่างเถอะ ยังไงผมก็ไม่เคยเห็นหน้าเขาอยู่แล้ว บ้าชะมัด"
ผมเริ่มกร่นด่าออกมา ยิ่งนึกถึงเรื่องเมื่อเจ็ดปีก่อน มันก็ยิ่งรู้สึกเกลียดคนคนนั้นเข้าไส้ ผู้ชายคนนั้น สารเลวที่สุด
"คุณจำชื่อเขาได้ไหม?"
"ฮวางชานซอง ถึงไม่อยากจะจำแต่มันก็จำได้นั่นแหละ"
จิตแพทย์หนุ่มกระตุกมุมปาก เขาวางแฟ้มประวัติผมลง แล้วก็เริ่มลุกขึ้นหันหลังไปยืดเส้นยืดสาย
"คุณจำชื่อเขาได้ ทำไมไม่บอกพ่อกับแม่หรือแจ้งความล่ะ ในเมื่อเขาทำผิดกับคุณขนาดนี้?"
เขาเอ่ยทั้งๆที่ยังไม่หันหลังกลับมา
"คุณไม่เคยได้ยินเรื่องที่อับอายจนบอกใครไม่ได้หรือไง?"
"แต่คุณก็บอกผม?"
"ก็พวกคุณบอกเองว่าถ้าเล่าแล้วสายตาผมจะดีขึ้นน่ะ บ้าเอ๊ย!"
ผมทุบโต๊ะเสียแรง รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นตัวตลก แล้วก็ตกเป็นจำเลยมากกว่าคนไข้ นี่ผมทำอะไรผิดถึงต้องเข้ามาอยู่ในนี้กันนะ?
"ใจเย็นสิคุณอีจุนโฮ"
นายแพทย์คิมจุนซูหันกลับมา เขาเข้ามาจับที่หัวไหล่เพื่อปลอบประโลม ผมรีบปัดมันออกทันที
"อย่าแตะต้องตัวผม!"
ผมตะโกนเสียงดัง อีกฝ่ายมีสีหน้าตื่นตระหนกกับปฏิกิริยาผมอย่างเห็นได้ชัด นอกจากสายตาผมจะย่ำแย่ลงทุกวันแล้ว หลายปีมานี้ผมยังมีอาการที่ไม่สามารถให้คนอื่น ที่เป็นผู้ชาย สัมผัสเนื้อต้องตัวได้อีกด้วย
ริมฝีปากผมสั่นเทิ้ม รู้สึกอยากจะขย้อนอาหารกลางวันออกมาให้หมด ผมแทบจะทนไม่ไหวอีกต่อไปแล้ว
"เขาทำให้คุณเป็นถึงขนาดนี้..."
"ผมกลับได้หรือยัง?"
ผมรีบเอ่ย ถ้าต้องอยู่ในห้องกับจิตแพทย์นี่ต่ออีกห้านาที ผมคงต้องเสียสติตรงนี้แน่ๆ
"ได้ แต่คุณต้องมาพบกับผมใหม่ เพราะอาการของคุณ ทุกอาการ ต้องได้รับการรักษา"
ผมไม่ตอบรับอะไรทั้งนั้น รีบเดินออกจากห้องไปทันที และคิดว่าจะไม่มีวันเข้ามาเหยียบที่นี่อีกเด็ดขาด เสียงประตูปิดกระแทกลงดังปั้ง ในที่สุดผมก็หลุดพ้นจากห้องที่มีกลิ่นที่น่าวิงเวียนนั่นออกมาได้ ทั้งกลิ่นยา และกลิ่นหนังสือเก่าๆที่ผมเกลียด มันทำให้ผมนึกถึง คนคนนั้น
สองขาผมรีบพาตัวเองไปทางห้องน้ำ ผมวิ่งเข้าไปในห้องส้วมห้องในสุดที่ว่าง กดล็อค กักขังตัวเองอยู่ในนั้นเพียงคนเดียว ก่อนจะจัดการล้วงมือเข้าไปในกางเกงเพื่อปลดปล่อยอารมณ์ตัวเองออกมา ขยับมือไม่กี่ครั้ง ไอ้ของเหลวสีขาวขุ่นมันก็พวยพุ่งออกมาแล้ว
"ฮะๆๆๆๆ"
ผมส่งเสียงหัวเราะเหมือนคนบ้า ทั้งๆที่รู้สึกได้ว่าเบ้าตาทั้งสองข้างมันทั้งปวดและร้อนรุ่ม น้ำตาเป็นสายอาบเต็มสองแก้ม ผมรู้สึกสมเพชตัวเองในสภาพนี้เต็มที...
.
.
...................................
"จุนโฮ วันนี้พี่พาไปเดินเล่นที่สวนมั้ย?"
ผมรีบหันหลังไปทางเจ้าของเสียงที่ผมจำได้ดี พี่ชานซอง เรารู้จักกันตั้งแต่ผมอายุเจ็ดขวบ ตอนนี้ผมอายุสิบขวบ อีกไม่กี่เดือนก็จะขึ้นชั้นประถมห้า
"ไปสิครับ ไปๆ"
ผมรีบตอบ เจ้าของมือใหญ่ๆอุ่นๆเข้ามาบีบแก้มผมเล่นไปมา เขาหอมแก้มผมด้วย แล้วก็อุ้มผมขึ้น ผมกอดคอเขาเสียแน่น
พี่ชานซองกับผมสนิทกันมาก ผมรักพี่เขาเหมือนพี่ชาย แล้วก็เหมือนพ่อ เพราะพี่เขาดูแลผมและอยู่กับผมบ่อยกว่าพ่อแม้แท้ๆเสียอีก ช่วยไม่ได้ ก็พ่อแม่ของผมแยกทางกัน ตอนนี้ผมอยู่กับแม่ แต่แม่ก็มีแฟนใหม่ แล้วก็ต้องเดินทางไปทำงานที่อื่นอยู่บ่อยๆ
จริงๆแล้วผมไม่รู้หรอกว่าการเดินทางเป็นยังไง แต่พี่ชานซองเคยพาผมนั่งรถไฟไปเที่ยวพูซานด้วยกันครั้งนึง ผมถึงได้รู้ว่าการเดินทางมันสนุกมากๆ ก็ปกติแล้วผมอาศัยอยู่แค่ที่บ้าน แล้วก็ไปโรงเรียนสอนคนตาบอดเท่านั้นเอง
อืม... แล้วพูซานมันเป็นยังไงน่ะเหรอ? มันเป็นที่ที่มีกลิ่นเกลือเค็มๆ แล้วก็จะได้ยินเสียงแตรของเรือดังบ่อยๆ รวมถึงได้ยินเสียงคลื่นของทะเลด้วย บางทีก็ได้ยินเสียงนกนางนวลร้อง ผมได้ลองชิมปลาดิบหลายอย่างด้วยนะ คิดแล้วก็อยากให้พี่ชานซองพาไปเที่ยวอีกจัง แต่พี่เขาบอกว่าคราวหน้าจะพาผมนั่งเรือไปเที่ยวญี่ปุ่น! ถ้าแม่ผมจะอณุญาติ
"คิกๆๆ"
ผมหัวเราะร่าระหว่างที่ขี่คอพี่ชานซอง เขากำลังพาผมไปที่สวนสาธารณะใกล้ๆบ้าน แล้วพอเราสองคนเดินเล่นเสร็จ ก็จะไปกินไอศกรีมด้วยกันที่ร้านคอฟฟี่ช๊อปใกล้ๆ ร้านที่มีกลิ่นคาราเมล แล้วก็กลิ่นกาแฟหอมๆนั่นแหละ
"มีเรื่องอะไรสนุกเหรอวันนี้? หัวเราะใหญ่เลย"
"ไม่มีหรอก แค่คิดว่าเมื่อไหร่จะได้นั่งเรือไปเที่ยวญี่ปุ่นด้วยกันกับพี่ชานซองน่ะ คิกๆ"
"รอให้จุนโฮผ่าตัดตารอบหน้าเสร็จเป็นไง? ถ้ามองเห็นแล้วจะได้ไปดูซากุระด้วยกันด้วยนะ"
ผมนิ่งเงียบไปทันที ออกแรงกอดคอพี่ชานซองแน่นกว่าเดิม ผมได้รับการผ่าตัดมาหลายครั้ง คุณพ่อคุณแม่เสียเงินไปมากโข แต่มันก็ไม่ได้ผลหรอก อย่างดีตอนนี้ผมก็แค่มองเห็นอะไรเป็นดวงๆนิดหน่อยเท่านั้น ตัวผมเองก็ไม่ได้หวังอะไรเท่าไหร่แล้ว แต่คนรอบข้างเนี่ยสิ หวังกับการผ่าตัดแต่ละครั้งมากทีเดียว จนทำให้ผมเครียดไปด้วยเลย
พี่ชานซองปล่อยให้ผมลงมาเดินเอง เขาจับมือผมไว้แน่น เราสองคนเดินไปด้วยกันช้าๆ ผมไม่รู้หรอกว่ากำลังเดินไปทางไหน แต่คงจะเป็นทางที่ตรงไปยังม้านั่งเหมือนทุกที และเขาก็พาผมไปนั่งตรงนั้นจริงๆ เขาให้ผมนั่งตัก แล้วก็เอาคางแหลมๆมาเกยที่ไหล่ผมไว้ ทำให้รู้สึกจักจี้เป็นบ้า คิกๆ
"วันนี้จุนโฮหอมจัง ใช้สบู่กลิ่นอะไรน้า ต้องลองดมหน่อยแล้ว"
แล้วแก้มซ้ายผมโดนพี่ชานซองหอมไปอีกหนึ่งฟอด ผมเลยหันหลังกลับไปทางพี่เขาบ้าง ยื่นสองมือลูบไปที่ใบหน้าเขาเหมือนที่เคยทำบ่อยๆ
พี่ชานซองเป็นคนจมูกโด่ง ปลายจมูกแหลมๆ ปากก็เป็นรูปทรงโค้งๆหยักๆ เวลาหน้าหนาวมันจะออกแห้งๆนิดหน่อยด้วย แล้วก็เวลาที่พี่เค้าต้องอ่านหนังสือจนไม่มีเวลา ที่คางก็จะมีหนวดทิ่มๆออกมา จับแล้วจักจี้สุดๆ
อืม... ผมว่าผมคงเล็งถูกแล้วล่ะ เลยจัดการลงมือหอมแก้มพี่เขากลับทั้งสองข้างซะเลย แล้วก็เอาหน้าไปซบที่ไหล่กว้างๆของพี่เค้าไว้ คิกๆ พี่ชานซองก็กอดผมแน่นเหมือนเดิม
"ผมรักพี่ชานซองมากเลย"
จริงๆนะ ผมรักพี่เขาจัง ไม่รู้หรอกว่าความรักมันเป็นยังไง แต่มันต้องเป็นแบบที่รักพี่เขาเนี่ยแหละ
"พี่ก็รักจุนโฮเหมือนกัน..."
"พี่อยู่กับผมตลอดไปนะ"
"ได้สิ จุนโฮก็เหมือนกันนะ"
"อื้อ"
.
.
...................................
ผมนั่งรถประจำทางจากโรงพยาบาลกลับคอนโดของตัวเอง ผมย้ายกลับมาอยู่ที่โซลได้ปีกว่าแล้วหลังจากที่เอาแต่ย้ายไปที่ต่างๆกับแม่และพ่อใหม่อยู่นาน การใช้ชีวิตคนเดียวในโซลไม่ต่างจากตอนที่อยู่กับแม่สักเท่าไหร่ เพราะยังไงผมก็เหมือนอยู่ตัวคนเดียวมาตลอด
ในห้องคอนโดมืดๆไร้แสงไฟ ผมเดินไปยังเปียโนไฟฟ้าตัวเก่ง นั่งลงและหยิบหูฟังขึ้นมาสวมไว้ ผมมักจะซ้อมเล่นเปียโนในห้องนี้ แล้วก็ซ้อมการใช้ชีวิตอยู่ในความมืดในห้องนี้ด้วย
วันนี้ผมตั้งใจว่าจะเล่น The 3rd Movement - Lost Love เพลงของเงือกน้อยที่ต้องสูญสลายไปเพราะไม่สมหวังในความรัก ช่างน่าสงสาร เริ่มต้นเธอก็เพียงแค่อยากจะเห็นโลกภายนอกข้างบนนั่นเท่านั้น
The 3rd Movement - Lost Love
.
.
แสงสว่างที่ส่องเหนือโลกบาดาล ข้างบนนั่นจะเป็นยังไงนะ? เงือกน้อยอยากขึ้นไปบนนั้นด้วยความใคร่รู้ และเธอก็หาทางจนได้ไปพบกับแสงสว่างเหนือท้องทะเลอันมืดมิด บนนั้นเธอได้พบกับเจ้าชาย และได้รู้จักกับ ความรัก เป็นครั้งแรก
ความรัก ทำให้เงือกน้อยอยากเป็นเหมือนเจ้าชายคนนั้น เธออยากมีสองขาเหมือนมนุษย์ เธอยอมแลกแม้กระทั่งเสียงอันไพเราะของตนเองกับขาอันไร้ประโยชน์ ที่ไม่สามารถทำให้ความรักของเธอสมหวังได้เลยแม้แต่น้อย...
.
.
และสุดท้าย เงือกน้อยก็ต้องจบชีวิตลงในโลกใต้บาดาล ร่างเธอสูญสลายกลายเป็นฟองน้ำ สูญสลายรวมเป็นหนึ่งเดียวกับท้องทะเลมืดมิด
ตลอดกาล...
.
.
ความรักของเงือกน้อย ช่างน่าสงสาร
แต่ก็น่าหัวเราะ ให้กับความเป็นจริงที่ไม่ต่างจากในนิทาน
.
.
ผมเล่นเปียโนไปเรื่อยๆ รอบแล้วรอบเล่า ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าแม้จะเล่นสักกี่รอบ ผมก็นึกถึงคนคนนั้นทุกครั้งไป ผมเลยตัดสินใจเลิกเล่นเปียโน และเดินไปหยิบหนังสือมาอ่านแทน
หนังสือนิยายคลาสสิคทั่วไปที่พิมพ์เป็นตัวอักษรเบล ผมอ่านมันได้คล่องกว่าอักษรเกาหลีเสียอีก แล้วปีหน้าผมก็จะเข้าวิทยาลัยดนตรีด้วยแล้ว ไม่รู้จะเกิดปัญหาอะไรขึ้นหรือไม่ เพราะสายตาผมมันก็ย่ำแย่ลงทุกวัน บางครั้งภาพตรงหน้ามันก็ดับมืดลงอย่างไร้สาเหตุ พวกหมอบอกว่ามันเกิดจากสภาวะทางจิตใจมากกว่าความผิดปกติทางสายตา
แต่ผมก็ไม่สนใจเท่าไหร่ อย่างมากก็แค่กลับไปอยู่ในโลกมืดๆนั่นแค่นั้น ไม่มีประโยชน์ที่จะหวังอะไรมากเกินเหตุ
.
.
นิ้วมือผมไล่อ่านหนังสือไปทีละบรรทัด ผมส่งเสียงอ่านตามไปเบาๆ หนังสือเก่าๆพวกนี้ผมได้เป็นของขวัญตอนเรียนจบโรงเรียนประถม ผมเคยอ่านมันให้คนๆนึงฟัง เขานอนฟังผมอ่านทั้งคืน แล้วก็กอดผมไว้แน่นไม่ยอมปล่อย
ความรู้สึกเก่าๆเริ่มแวบเข้ามาในหัว เข้ามาในร่างกาย สัมผัสของริมฝีปากหยักที่แก้มซ้าย บางเบาในคราแรก คืบเคลื่อนมาที่แก้มขวา มันหนักหน่วงขึ้น หยุดที่ริมฝีปาก ทุกอย่างยังตกค้าง เหมือนฝันร้ายที่คอยตามมาหลอกหลอนผมทั้งยามหลับและยามตื่นนอน ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้มันเคยเป็นฝันดีของผมแท้ๆ
ผมปิดหนังสือลง วางมันไว้ที่หัวเตียง ก่อนจะปล่อยตัวเองให้ได้นอนพักเสียหน่อย ผมเหนื่อยล้ามานานเต็มทีแล้ว เจ็ดปีที่ผ่านมา แม้จะไม่มีภาพความทรงจำอะไรสักอย่าง แต่ทุกๆอย่างที่เกี่ยวกับเขาก็ยังตราตรึงอยู่กับผมตลอด
.
.
เจ็ดปีที่ผ่านมา ผมปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ไม่มีแม้เพียงวันเดียว ที่ผมจะลืมพี่ชานซองได้ลง...
.
.
TBC
Talk: เอาชานโฮมาปล่อยแล้วจ้ะ ช่วยกันเม้นหน่อยนะคะ เผื่อจะมีกำลังใจเอามาลงเร็วๆอีก
ขอบคุณค่ะ
Yo.
.
.
ความรักของเงือกน้อย ช่างน่าสงสาร
แต่ก็น่าหัวเราะ ให้กับความเป็นจริงที่ไม่ต่างจากในนิทาน
.
.
ผมเล่นเปียโนไปเรื่อยๆ รอบแล้วรอบเล่า ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าแม้จะเล่นสักกี่รอบ ผมก็นึกถึงคนคนนั้นทุกครั้งไป ผมเลยตัดสินใจเลิกเล่นเปียโน และเดินไปหยิบหนังสือมาอ่านแทน
หนังสือนิยายคลาสสิคทั่วไปที่พิมพ์เป็นตัวอักษรเบล ผมอ่านมันได้คล่องกว่าอักษรเกาหลีเสียอีก แล้วปีหน้าผมก็จะเข้าวิทยาลัยดนตรีด้วยแล้ว ไม่รู้จะเกิดปัญหาอะไรขึ้นหรือไม่ เพราะสายตาผมมันก็ย่ำแย่ลงทุกวัน บางครั้งภาพตรงหน้ามันก็ดับมืดลงอย่างไร้สาเหตุ พวกหมอบอกว่ามันเกิดจากสภาวะทางจิตใจมากกว่าความผิดปกติทางสายตา
แต่ผมก็ไม่สนใจเท่าไหร่ อย่างมากก็แค่กลับไปอยู่ในโลกมืดๆนั่นแค่นั้น ไม่มีประโยชน์ที่จะหวังอะไรมากเกินเหตุ
.
.
นิ้วมือผมไล่อ่านหนังสือไปทีละบรรทัด ผมส่งเสียงอ่านตามไปเบาๆ หนังสือเก่าๆพวกนี้ผมได้เป็นของขวัญตอนเรียนจบโรงเรียนประถม ผมเคยอ่านมันให้คนๆนึงฟัง เขานอนฟังผมอ่านทั้งคืน แล้วก็กอดผมไว้แน่นไม่ยอมปล่อย
ความรู้สึกเก่าๆเริ่มแวบเข้ามาในหัว เข้ามาในร่างกาย สัมผัสของริมฝีปากหยักที่แก้มซ้าย บางเบาในคราแรก คืบเคลื่อนมาที่แก้มขวา มันหนักหน่วงขึ้น หยุดที่ริมฝีปาก ทุกอย่างยังตกค้าง เหมือนฝันร้ายที่คอยตามมาหลอกหลอนผมทั้งยามหลับและยามตื่นนอน ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้มันเคยเป็นฝันดีของผมแท้ๆ
ผมปิดหนังสือลง วางมันไว้ที่หัวเตียง ก่อนจะปล่อยตัวเองให้ได้นอนพักเสียหน่อย ผมเหนื่อยล้ามานานเต็มทีแล้ว เจ็ดปีที่ผ่านมา แม้จะไม่มีภาพความทรงจำอะไรสักอย่าง แต่ทุกๆอย่างที่เกี่ยวกับเขาก็ยังตราตรึงอยู่กับผมตลอด
.
.
เจ็ดปีที่ผ่านมา ผมปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ไม่มีแม้เพียงวันเดียว ที่ผมจะลืมพี่ชานซองได้ลง...
.
.
TBC
Talk: เอาชานโฮมาปล่อยแล้วจ้ะ ช่วยกันเม้นหน่อยนะคะ เผื่อจะมีกำลังใจเอามาลงเร็วๆอีก
ขอบคุณค่ะ
Yo.
Tags: channuneo, chansung, chansungxjunho, chanxho, cnn, fiction, junho13 Comments

^
^
สัญลักษณ์ประจำเมนต์อินี่
เรื่องนี้เป็นเรื่องที่รู้สึกแปลกๆ บวกแหยะๆกับชานซองยังไงไม่รู้ในตอนเริ่มแรก แต่อ่านๆไปก็เริ่มจะมองชานซองในแง่ดีขึ้นมานิดนึง เพราะว่ายังไม่รู้เรื่องทั้งหมดด้วยนั่นแหละ
แต่ถึงยังไงนุ้งโฮวก็ยังดูน่าสงสารอยู่ดีที่อาจจะต้องกับไปในโลกมืดมิดอีก เพราะผลกระทบทางจิตใจที่เกินแก้ ...ว่าแต่อิหมีไปไหน
ตายไปแล้วหรือว่าอยู่ตรงไหน กุ๊กๆๆ หรือว่่าคิม จุนซู คืออิหมีเวอร์ชั่นสาวแตก [<<ชักจะไปไกลละอินี่ --*]
ว่าแต่ป้าซูซี่ขา ป้าก็อย่าซักมากสิคะ ปมในใจอ่ะค่ะป้าปมในใจไม่ค่อยมีใครเขาอยากพูดกันมากหรอกนะคะป้าขา
...
ติดตามอย่าลุ้นระทึกนะคะพี่แซน สู้ๆค่ะ
#1 By LoveMe[จ้าง500ไปบอกน้องโฮให้เลิกเด้งก้นที] on 2011-04-13 22:23