(Fic-ChanHo) I Just Want You To Love Me: Black Out the Sun - Chapter 02
posted on 22 Feb 2012 22:34 by psychoromance in channuneoTitle: I Just Want You to Love Me: [Black Out the Sun]
Author: Psychoromance (Yochan)
Paring: ChansungxJunho
Rate: NC- 18
Genre: Psycho-Romantic
Author: Psychoromance (Yochan)
Paring: ChansungxJunho
Rate: NC- 18
Genre: Psycho-Romantic
Note: ภาคแรกคือ I'm Yours นะคะ ใครยังไม่เคยอ่านลองจิ้มอ่านได้ที่หน้า Fan-Fiction คะ ^^
Chapter 2
ตี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดด
ทันทีที่เสียงนาฬิกาปลุกเครื่องเก่าดังแยงแก้วหู ร่างกายก็พยายามตะเกียกตะกายเอื้อมมือไปกดปิดมันตามสัญชาติญาณ ทว่าเช้านี้การปิดนาฬิกาปลุกเป็นไปอย่างยากลำบากกว่าทุกครั้ง เพราะแขกไม่ได้รับเชิญเมื่อกลางดึกเล่นออกแรงกอดผมเสียแน่น กว่าจะแกะมือเหนียวๆออกจากตัวได้ก็เสียเวลาไปมากโข
ทันทีที่เสียงนาฬิกาปลุกเครื่องเก่าดังแยงแก้วหู ร่างกายก็พยายามตะเกียกตะกายเอื้อมมือไปกดปิดมันตามสัญชาติญาณ ทว่าเช้านี้การปิดนาฬิกาปลุกเป็นไปอย่างยากลำบากกว่าทุกครั้ง เพราะแขกไม่ได้รับเชิญเมื่อกลางดึกเล่นออกแรงกอดผมเสียแน่น กว่าจะแกะมือเหนียวๆออกจากตัวได้ก็เสียเวลาไปมากโข
พอหลุดจากมือปลาหมึกออกมาได้ก็ตบนาฬิกาไปทีด้วยหน้านิ่วคิ้วขมวด มันน่าหงุดหงิดเมื่อพบว่าทั้งเสื้อผ้าและผมเผ้าตัวเองเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อ ถึงว่าเมื่อคืนรู้สึกร้อนแปลกๆ คงเพราะนอนเบียดกับใครบางคนบนเตียงคับแคบ แต่ก็ไม่ยักจะรู้สึกว่ามันน่าอึดอัดอย่างที่ควรจะรู้สึกสักเท่าไหร่
“ฮื่มมมม ขออีกห้านาที...”
ตัวปัญหาที่ว่าเอ่ยอย่างัวเงีย เขาสลึมสลือช้อนสายตามองมาทางนี้ได้เพียงครู่ก็ยันตัวลุกขึ้นนั่ง ปลายนิ้วพลางสางเรือนผมดำชุ่มเหงื่อไปด้านหลัง และเมื่อสติเริ่มกลับคืน เขาก็เค้นน้ำเสียงแหบแห้งออกมา "นี่ฉันมาอยู่นี่ได้ไง"
"……"
ผมยืนนิ่ง คำพูดติดอยู่ที่ปาก หากแต่ก็เลือกที่จะเพิกเฉยมันเสีย สองขาเดินจ้ำไปยังตู้เสื้อผ้าเพื่อหยิบชุดใหม่โดยไม่สนใจสายตาที่เอาแต่จ้องมองมาอย่างไม่ลดละ
ผมยืนนิ่ง คำพูดติดอยู่ที่ปาก หากแต่ก็เลือกที่จะเพิกเฉยมันเสีย สองขาเดินจ้ำไปยังตู้เสื้อผ้าเพื่อหยิบชุดใหม่โดยไม่สนใจสายตาที่เอาแต่จ้องมองมาอย่างไม่ลดละ
"จุนโฮ ฉันมานอนที่ห้องนายได้ยังไง" เสียงเดิมเอ่ยถามซ้ำ มันฟังดูออกจะกระแทกกระทั้นมากขึ้น
"ออกไปได้แล้ว ฉันจะเปลี่ยนชุด"
แค่คิดว่าจะต้องเอ่ยคำตอบอย่าง 'เพราะนายเมา เลยมานอนที่ห้องนี้' ออกไป อารมณ์ก็อดที่จะเริ่มขุ่นมัวไม่ได้ คงเพราะมันยิ่งตอกย้ำว่าคนที่เป็นฝ่ายลืมทุกสิ่งทุกอย่างราวกับไม่เคยมีสิ่งใดได้เกิดขึ้น คือฮวางชานซองต่างหาก ไม่ใช่ผม
"เปลี่ยนก็เปลี่ยนสิ จะอายอะไร ผู้ชายเหมือนกัน"
"……" ไม่บอกก็รู้ว่าจงใจยั่วโมโห ผมจึงเบือนหน้าสงบสติอารมณ์ ก่อนจะตัดสินใจถกเสื้อชื้นเหงื่อขึ้นเพื่อถอดมันออกจากร่าง
และไม่ทันที่เสื้อจะหลุดออกจากศีรษะ เสียงปิดประตู ปึง ก็ดังขึ้นให้ได้ยิน รู้ตัวอีกทีชานซองก็ออกจากห้องผมไปเรียบร้อย นี่ผีเข้าแต่เช้าหรือไง?
ส่ายหน้าอย่างเหนื่อยหน่ายกับอาการผีเข้าผีออก มือหนึ่งพลางคว้าหยิบผ้าขนหนูขึ้นพาดบ่าไปด้วย เนื่องจากวันนี้มีคิวอัดเสียงในช่วงเช้า ผมจึงต้องเตรียมตัวให้เสร็จก่อนที่รถของผู้จัดการจะมารับ และเมื่อเดินมาถึงหน้าห้องน้ำ ก็พบว่าดันถูกใครบางคนชิงตัดหน้าใช้ก่อนไปเสียได้ เลยต้องยืนรอคอยอยู่ตรงนั้นนานสองนาน
ยืนรอร่วมหลายนาที ในที่สุดคนภายในก็เปิดประตูออกมา เขาถึงกับผงะเมื่อพบว่าผมกำลังยืนกอดอกรออยู่หน้าประตู
ฮวางชานซอง ยืนอ้าปากพะงาบๆเหมือนจะพูดอะไรบางอย่าง ซึ่งสุดท้ายก็พูดออกมาแค่ "ปวดอึน่ะเลยเข้านาน..."
"……"
จะบอกไปทำไมในเมื่อยังไม่ได้เอ่ยปากถามอะไรสักคำ แล้วนี่ยังรีบเดินออกจากตรงนั้นด้วยความรวดเร็วเสียด้วย กลัวอะไรงั้นเหรอ?
จะบอกไปทำไมในเมื่อยังไม่ได้เอ่ยปากถามอะไรสักคำ แล้วนี่ยังรีบเดินออกจากตรงนั้นด้วยความรวดเร็วเสียด้วย กลัวอะไรงั้นเหรอ?
รู้สึกไม่อยากจะสนใจอะไรเขามากนัก จึงเดินเข้าไปเปิดก็อกน้ำวักน้ำเย็นชโลมใบหน้าชะล้างคราบเหงื่อและความร้อนสะสม สายน้ำเย็นๆช่วยทำให้รู้สึกสบายและสดชื่นมากขึ้นจนฮัมเพลงออกมาเบาๆอย่างผ่อนคลายขณะที่ล้างหน้าไปด้วย สายตาพลางปราดมองไปเรื่อยเปื่อย กระทั่งมาหยุดตรงชักโครก...
ฝารองนั่งยังถูกยกขึ้นไว้อย่างดี
"……"
เข้าห้องน้ำได้นานสองนานเพราะปวดอึบ้าอะไรกัน แก้ตัวชัดๆไอ้งี่เง่า ไม่เห็นต้องบ่ายเบี่ยงเปลี่ยนประเด็นในเมื่อมันก็เป็นเรื่องปกติของผู้ชายที่จะทำเรื่อง อย่างว่า ไม่ใช่หรือไง คนที่ไม่รู้สึกอยากจะทำต่างหากน่าจะเป็นฝ่ายผิดปกติเสียมากกว่า
เข้าห้องน้ำได้นานสองนานเพราะปวดอึบ้าอะไรกัน แก้ตัวชัดๆไอ้งี่เง่า ไม่เห็นต้องบ่ายเบี่ยงเปลี่ยนประเด็นในเมื่อมันก็เป็นเรื่องปกติของผู้ชายที่จะทำเรื่อง อย่างว่า ไม่ใช่หรือไง คนที่ไม่รู้สึกอยากจะทำต่างหากน่าจะเป็นฝ่ายผิดปกติเสียมากกว่า
พอย้อนดูตัวเอง ก็ต้องถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ เพราะผมห่างหายจากเรื่องเหล่านี้มานานพอดู อาจเพราะเครียดเรื่องวง เครียดเรื่องการคัมแบค เครียดหลายๆเรื่องในชีวิต ยิ่งเวลาเห็น หมอนั่น ยังทำตัวไม่รู้สึกรู้สา มันก็หมดอารมณ์ที่จะทำอะไรต่อมิอะไร
ก็ตอกย้ำได้ดีว่าเขาดำเนินชีวิตได้อย่างปกติตั้งนานแล้ว เหลือก็แต่ผม ที่ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะทำได้อย่างเขาบ้างเหมือนกัน
ชานซองกำลังนั่งซึมกะทืออยู่ตรงโซฟาของห้องนั่งเล่นเมื่อผมออกจากห้องน้ำ สีหน้าท่าทางเหมือนคนยังไม่ตื่นนอนดี ทว่าพอมีใครบางคนกลับเข้าหอพักในตอนเช้าเท่านั้นแหล่ะ ตาที่เคยจะปิดแหล่ไม่ปิดแหล่ก็ถ่างโต รีบพุ่งตัวเข้าหาคนที่พึ่งย่างกรายเข้าบ้านได้ไม่นาน
"อูด้ง! กลับมาแล้วเหรอคิดถึงเป็นบ้า"
เด็กร่างโตเข้าโผกอด จางอูยอง ที่พึ่งกลับจากการถ่ายทำอย่างอารมณ์ดี หากแต่คนแก้มอูมก็ออกแรงดันร่างอีกฝ่ายอย่างหน่ายๆ คงเพราะเหนื่อยมากเกินกว่าจะเล่นด้วย อูยองยกมือที่ถือถุงข้าวของบางอย่างขึ้นให้อีกฝ่ายดูอย่างตัดความรำคาญ
"นี่ขนมนาย เอาไปแล้วอย่ามากวนฉันตอนนอนนะ"
"นายนี่รู้ใจฉันชะมัด ไม่กวนหรอกน่าไปนอนเอาแรงเถอะ" ร่างสูงกว่ารับถุงของไว้ก่อนจะยื่นสองมือบี้แก้มอูมๆ ตั้งแต่เดบิวต์มา อูยองกับชานซองก็กลายเป็นเพื่อนสนิทกันมากกว่าเดิม สนิทกันขนาดที่ต่างฝ่ายต่างไม่ยอมนอนในห้องของตัวเองแต่กลับมานอนด้วยกันตรงห้องนั่งเล่น หลายๆครั้งก็มักจะได้ยินเสียงหัวเราะคิกคักหรือคุยกันอย่างสนุกสนานดังเข้ามาถึงในห้อง
ไม่ได้อิจฉา มันไม่ใช่ความรู้สึกอิจฉา หากแต่เป็นความสงสัยเจือด้วยความอาวรณ์ การที่คนเราจะถอยห่างจากใครและลืมเรื่องที่เกิดขึ้น มันทำได้ง่ายขนาดนั้นเชียวหรือ ผมอยากรู้วิธีแม้จะไม่มั่นใจว่าจะสามารถทำมันได้ ต่อให้ล่วงรู้มัน
ตัดสินใจเดินกลับเข้าห้องอย่างเงียบเชียบเพื่อไม่ให้ใครทันสังเกตุว่าได้มีใครยืนอยู่ตรงนั้น ไม่จำเป็นต้องมีส่วนร่วมกับพวกเขาเพราะเรื่องของตัวเองก็มีให้กังวลมากพอ ผมจัดการแต่งตัวและนั่งรอผู้จัดการในห้อง ทว่ากว่าจะถึงเวลานัดก็อีกหลายนาทีเกินไป จึงเดินไปเปิดหน้าต่างถ่ายเทอากาศเสียหน่อย
สายลมเย็นๆปะทะเข้าใบหน้า เย็นเยียบผิดกับความรู้สึกที่ปะทุภายในร่างกายและจิตใจ คงเพราะดวงอาทิตย์ในวันนี้ ก็ยังคงรุ่มร้อนเกินไปเหมือนทุกๆวัน
❈
การอัดเสียงผ่านไปอย่างตะกุกตะกัก ผมรู้ว่าทำได้ไม่ดีมากนักจึงต้องอัดซ้ำในส่วนของตัวเองอยู่หลายครั้ง แม้ในใจจะอยากให้เพลงออกมาสมบูรณ์แค่ไหน ความจริงก็คือมันไม่มีทางสมบูรณ์ไปได้ ผมรู้ เราทุกคนในวงรู้ ว่าไม่ว่ายังไงเราก็ยัง ขาด
กว่าทุกอย่างจะเสร็จสิ้นจนได้กลับเข้าหอพักก็ใกล้ค่ำ ยังไม่มีใครกลับมายกเว้นก็แต่ฮวางชานซองเหมือนเคย ผมรู้ว่าเขาเข้าไปที่บริษัทเพื่อซ้อมเพลงใหม่ในช่วงบ่าย แต่ก็ไม่คิดว่าจะกลับมาเร็วขนาดนี้ พอเห็นผมกลับมาถึง เขาก็ทำแค่เงยหน้าจากหนังสือขึ้นปราดตามองครู่นึงเท่านั้น ผิดกับเมื่อเช้าตอนเห็นอูยองลิบลับ ผมเลยหมดอารมณ์ที่จะเอ่ยทักหรือทำท่าว่าเขามีตัวตนอยู่ด้วย แน่นอนว่าปฏิกริยาของชานซองเองก็ไม่ต่างกันนัก
แค่ทำเหมือนไม่มีใครมีตัวตนในสายตาของใครเหมือนทุกที
ผมเดินเข้าห้อง ปิดล็อคประตู พยายามนั่งสงบสติอารมณ์ จะให้บอกว่าไม่คาดหวังอะไรเลยก็คงโกหก ผมคาดหวังมาตลอด ผ่านไปนานเท่าไหร่ก็ยังคงหวังทั้งๆที่มันทำให้เจ็บปวดเจียนจะขาดใจอยู่ทุกวัน บางชั่วขณะแม้จะรู้สึกเหมือนทำใจได้ ทว่าพอเห็นหน้าเขา ผมก็รู้ว่ามันยังห่างไกลจากคำว่าลืม
ถ้ายังต้องเห็นหน้าเขาอยู่ทุกวัน มันก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ภาพเก่าๆจะฉายวนซ้ำไปซ้ำมาไม่รู้จบ แม้จะรู้ว่าไม่มีทางย้อนกลับไปได้ก็ตาม
ปึงๆๆๆ
เสียงดังนอกประตูทำให้ความสนใจหันเหกลับไปมองต้นทาง ผมนั่งนิ่ง ยังไม่คิดจะเดินไปเปิดต้อนรับ
เสียงดังนอกประตูทำให้ความสนใจหันเหกลับไปมองต้นทาง ผมนั่งนิ่ง ยังไม่คิดจะเดินไปเปิดต้อนรับ
ปึงๆๆๆๆๆๆๆๆ
คนภายนอกทุบประตูดังต่อเนื่องยาวนานขึ้น และมีทีท่าว่าจะรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ มีเรื่องอะไรทำไมต้องมาเคาะเสียงดังขนาดนี้กัน ถ้าไม่เปิดให้จะทุบจนมือหักตายเลยมั้ย?
คนภายนอกทุบประตูดังต่อเนื่องยาวนานขึ้น และมีทีท่าว่าจะรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ มีเรื่องอะไรทำไมต้องมาเคาะเสียงดังขนาดนี้กัน ถ้าไม่เปิดให้จะทุบจนมือหักตายเลยมั้ย?
เห็นแก่ความพยายาม ผมจึงเดินไปแง้มประตูออกนิดๆให้พอเหลือบมองคนด้านนอกได้บ้าง ฮวางชานซองกำลังยืนทำหน้าบึ้งตึงสุดๆ แล้วก็รีบแทรกมือผ่านช่องว่างเมื่อสบโอกาศเพื่อดันให้ประตูเปิดกว้าง หลังจากนั้นเขาก็เอาแต่ยืนจ้องหน้าผมอย่างไม่วางตา
ไม่มีใครยอมเอ่ยอะไรออกมาก่อน ราวกับว่าถ้าใครหลบสายตาใครหรือแม้แต่เริ่มปริปากพูดอะไร คนคนนั้นจะต้องกลายเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ไป มีหรือที่คนอย่างอีจุนโฮจะเป็นฝ่ายยอม ผมจ้องเขาตอบด้วยใบหน้าที่บึ้งตึงไม่แพ้กัน
สุดท้ายฝ่ายตรงข้ามที่กำลังกัดฟันตนเองกรอดก็ทนไม่ได้จนต้องหลุดพูดออกมา "ไม่คิดจะทักกันก่อนบ้างเลยหรือไง?"
"….…."
เคาะตั้งนานเพื่อมาถามอะไรแบบนี้เนี่ยนะ?
"หยิ่งยะโสไปหน่อยไหมเดี๋ยวนี้"
"นี่เคาะตั้งนานเพื่อจะมาพูดจาหาเรื่องกันว่างั้น?"
"…….." เขายืนนิ่ง
"ถ้าไม่มีอะไรแล้วก็ถอยไป" ผมเตรียมปิดประตู เบื่อที่จะต้องมาเถียงเรื่องไร้สาระกับคนงี่เง่าที่สุด
"เดี๋ยว" อีกฝ่ายใช้มือดันห้ามไว้ก่อน เขาหยุดทิ้งช่วงเพื่อถอนหายใจเล็กน้อยก่อนจะพูดต่อ "อูยองไม่อยู่... เลยจะมาชวนเล่นเกมส์ใหม่"
"…..…"
เพราะอูยองไม่อยู่ เลยมาชวนเล่นเกมส์ใหม่? แทบจะอยากปิดประตูกระแทกให้หน้าหงาย ฮวางชานซองก็เป็นได้แค่คนงี่เง่า! "ฉันไม่ว่างเล่นไร้สาระกับนาย ถอยออกไปได้แล้วไอ้บ้า!" ผมตะคอก
"ทำไม? ถ้าเล่นเกมส์กับฉันมันไร้สาระมากแล้วต้องเล่นอะไรถึงไม่ไร้สาระ?" จู่ๆมือหนาก็คว้าเอาท่อนแขน ออกแรงบีบเสียจนเจ็บแปลบเพื่อดึงร่างให้เข้าไปใกล้ ใบหน้าหล่อเหลาโน้มลงกระซิบ "ต้องให้เล่นแบบที่เมื่อก่อนเราเคยเล่นงั้นสิ?"
พลั่ก!!
"ถ้าคิดจะยั่วโมโหกันละก็ออกไปจากห้องฉันดีกว่า ฉันจะเตือนนายไปครั้งสุดท้าย"
เค้นคำพูดทีละคำอย่างเหลืออด สายตาเพ่งมองอีกฝ่ายที่กำลังยกมือขึ้นลูบใบหน้าส่วนที่พึ่งโดนต่อยไปเต็มแรง ตรงมุมปากเขามีเลือดซึมออกนิดๆ ก็สมควรแล้ว!
ตึง!!
ร่างผมถูกเหวี่ยงกลับไปกระแทกประตู จนเอวโดนเข้ากับลูกบิดอย่างจัง ร่างจึงทรุดลงด้วยความเจ็บ ทว่าฮวางชานซองก็ใช้สองแขนดึงรั้งไว้ได้อย่างทันท่วงที ไม่ใช่เพื่อช่วย แต่เพื่อหาเรื่องต่อ
"หงุดหงิดง่ายๆแบบนี้ ไม่ค่อยได้ช่วยตัวเองรึไง?"
"ไอ้!!" ผมเงื้อหมัดอีกรอบ แต่ก็ถูกอีกฝ่ายสกัดไว้ ไม่ว่าจะใช้มือไหนเขาก็จัดการกันไว้ได้ทุกครั้ง แถมยังข้อมือยังถูกจับไว้ทั้งสองข้างอีกด้วย
"นายนี่ดูออกง่ายชะมัด" เสียงพูดชวนหงุดหงิดดังใกล้ใบหู และไม่ทันไร ชานซองก็เป่าลมร้อนไล้ต้นคอราวกับจะยั่วอารมณ์ให้ขุ่นมัวยิ่งกว่าเดิม "ดูท่าเราจะไม่ได้ เล่นด้วยกัน นานเกินไปนะ ให้ฉันช่วยไหม?"
ไรขนเริ่มลุกซู่เมื่อริมฝีปากร้อนแนบลงกับผิว ปลายลิ้นชื้นลากผ่านลูกกระเดือกมายังสันกราม ต่อเนื่องไปจนถึงใบหู
สองแขนพยายามต่อต้านผลักดัน หากแต่เรี่ยวแรงของคนตรงหน้ากลับมีมากกว่า เขาใช้ตัวดันทับผมให้ติดกับประตูไว้จนขยับแทบไม่ได้ มือข้างหนึ่งก็คอยจับยันไว้อีกแรง ต่อให้ดิ้นฝืนแค่ไหนก็ยังไม่สามารถหลุดพ้นออกจากกรงขังย่อมๆได้
"ปล่อย!! ไอ้บ้าฮวางชานซอง ปล่อยฉัน!!"
ร่างสูงไม่เอ่ยตอบโต้ คงเพราะเอาแต่ใช้ปากรุกล้ำร่างกายคนอื่น ยิ่งมืออีกข้างที่ยังว่างก็ถือวิสาสะล้วงเข้ามาในกางเกง ผมเริ่มดิ้นเหมือนคนบ้า อ้าปากร้องโวยวาย แต่การกระทำห่ามๆก็ไม่มีทีท่าว่าจะหยุด เขาไม่ยอมหยุด ราวกับว่า ไม่เคย ได้ยินเสียงกรีดร้องของผมสักนิด หรือถ้าได้ยิน เขาก็แค่เพิกเฉยมันเหมือนทุกที
ท้ายที่สุดผมก็เป็นฝ่ายหมดแรงขืน อยากร้องไห้แต่ร้องไม่ออก ทำได้แค่หัวเราะหยันให้กับความน่าสมเพชของตัวเองเท่านั้น
"สัมผัสของคนอื่น ยังไงก็ดีกว่าของตัวเองใช่ไหมล่ะ"
เสียงพูดของคนไร้หัวใจเอ่ยขึ้นหลังจากที่เงียบไปนาน โดยที่ฝ่ามือร้อนยังคงขยับรุกล้ำบางส่วนภายใต้กางเกง หากแต่แค่นี้มันก็ยังคงไม่สาสมเพียงพอสำหรับเขา ร่างสูงปลดเข็มขัดกางเกงผมลงก่อนจะนั่งคุกเข่า เขาเคลื่อนริมฝีปากที่เคยง่วนอยู่กับส่วนอกลงลากผ่านเสื้อ มาหยุดที่หน้าท้อง
ผมฮึดสู้อีกครั้ง ปลายนิ้วมือทั้งสองข้างออกแรงจิกทึ้งไปที่ลำคอ ทั้งทุบทั้งผลักดันแต่เขาก็ไม่สะทกสะท้าน เขายังคงเดินหน้า และใช้ริมฝีปากเข้าครอบครองส่วนนั้น
"หยุด พอซะที..."
เอ่ยทั้งๆที่รู้ว่าชานซองไม่มีวันเห็นใจ แต่ไหนแต่เราเขาอยากจะทำอะไรก็ทำ ไม่เคยคิดถึงคนอื่นว่าจะต้องเจ็บปวดเพราะเขามากแค่ไหน แต่ถึงอย่างนั้น ผมเองก็เป็นฝ่ายยอมเขาเรื่อยมา ยอมมาตลอด
"ก็รู้สึกดีไม่ใช่เหรอจุนโฮ ทำไมต้องให้หยุดด้วย" เขาผละหน้าออกมาเอ่ยแค่เพียงชั่วครู่ ก็กลับไปรุกล้ำดูดกลืนส่วนที่ไวต่อความรู้สึกต่อ อุ้งมือร้อนขยับรูดขึ้นลงช่วย จนผมต้องยกหลังมือขึ้นกัดคมเขี้ยวลงเพื่อไม่ให้ตนเองหลุดเสียงร้องน่าอาย จะต้องไม่มีใครได้ยินมัน โดยเฉพาะคนอย่างเขา
มันน่าเจ็บใจที่ต้องเป็นฝ่ายยอม แต่อย่างน้อยปล่อยให้มันจบๆไปให้เร็วที่สุดก็คงจะดีกว่า ผมเหนื่อยและอยากพักเต็มทีแล้ว และผมก็อยากให้ฮวางชานซองออกจากห้องนี้ไปให้เร็วที่สุดด้วย
ในที่สุดคนตรงหน้าก็สมใจเมื่อผมปลดปล่อยอารมณ์ออกมา เขาไล้เลียดูดกลืนของเหลวสีขุ่นอย่างพึงพอใจ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นฉีกรอยยิ้มแสนเย้ยหยันให้ผม
"ชอบใช่ไหมมีคนทำให้แบบนี้ ฉันทำให้นายรู้สึกดีกว่านี้อีกได้นะจุนโฮ"
ผมไม่ตอบ ผลักร่างคนตรงหน้าให้ออกห่าง สองมือดึงกางเกงขึ้นสวมใส่ทั้งๆที่แทบจะไม่มีแรงติดตะขอ พยายามทำให้ตัวเองเหมือนปกติ ทั้งๆที่สองขาแทบจะทรงตัวยืนไม่ไหว เป็นไปได้ก็อยากจะทรุดลงตรงนี้ คุกเข่าขอร้องวิงวอนให้เขาพอเสียที
ในที่สุดคนตรงหน้าก็สมใจเมื่อผมปลดปล่อยอารมณ์ออกมา เขาไล้เลียดูดกลืนของเหลวสีขุ่นอย่างพึงพอใจ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นฉีกรอยยิ้มแสนเย้ยหยันให้ผม
"ชอบใช่ไหมมีคนทำให้แบบนี้ ฉันทำให้นายรู้สึกดีกว่านี้อีกได้นะจุนโฮ"
ผมไม่ตอบ ผลักร่างคนตรงหน้าให้ออกห่าง สองมือดึงกางเกงขึ้นสวมใส่ทั้งๆที่แทบจะไม่มีแรงติดตะขอ พยายามทำให้ตัวเองเหมือนปกติ ทั้งๆที่สองขาแทบจะทรงตัวยืนไม่ไหว เป็นไปได้ก็อยากจะทรุดลงตรงนี้ คุกเข่าขอร้องวิงวอนให้เขาพอเสียที
โชคดีเหลือเกินที่มีใครบางคนกลับเข้ามาในหอพัก ทั้งผมและชานซองได้ยินเสียงคนคุยกันดังจากด้านนอก ทำให้ผมไม่ต้องทำอย่างที่คิดไว้จริงๆ
ชานซองลุกขึ้น แสดงสีหน้าบึ้งตึงเหมือนตอนแรกที่เข้ามาไม่มีผิดเพี้ยน จัดการแต่งผมเผ้าและเสื้อผ้าตัวเองให้เหมือนเดิม ก่อนจะอื้อมมือไปปลดกลอนประตู
ช่วงขณะที่เขากำลังจะก้าวเดินออกไป ผมตัดสินใจที่จะเอ่ยคำพูดตอกย้ำทั้งตัวเองและเขาให้หลาบจำ
"ฉันเกลียดนาย... ฮวางชานซอง"
ตอกย้ำเพื่อให้เขาสำนึกในสิ่งที่ทำบ้าง และตอกย้ำให้ตัวเอง ทำใจให้เกลียดเขาได้จริงๆ
ตอกย้ำเพื่อให้เขาสำนึกในสิ่งที่ทำบ้าง และตอกย้ำให้ตัวเอง ทำใจให้เกลียดเขาได้จริงๆ
"ไม่หรอกจุนโฮ นายไม่เคยเกลียดฉัน"
น้ำเสียงเฉยชาเอ่ยทิ้งท้าย ก่อนที่ประตูจะปิดลง
น้ำเสียงเฉยชาเอ่ยทิ้งท้าย ก่อนที่ประตูจะปิดลง
TBC
--------
Writer Talk: มาแล้วค่าตอนสอง ก็ยังไม่อยากให้มันดราม่ามากมาย เพราะมันพึ่งจะตอนสองเอง lol
คือต้องบอกว่าอีดิทไปทึ้งหัวตัวเองไปเลยล่ะเรื่องนี้ คนที่เคยอ่านเวอร์ชั่นเก่าคงรู้ดี ไม่ใช่ทึ้งหัวเพราะดราม่า คือมันขำก๊ากกับภาษามากๆมากกว่า 5555 แต่เอาจริงๆก็ดราม่าแหล่ะนะ T^T แอบเครียดว่าพอรีไรท์แล้วจะคงอารมณ์เรื่องได้ไหม จะเบากว่าเดิมไปไหม หรือจะแรงกว่าเดิมไปไหม อะไรแบบนี้ กลัวๆเหมือนกัน แต่เอาเถอะ TT___TT มันคงความทุกข์ใจของการรีไรท์สินะ งื้อออออ TT_____TT
อ่านแล้วเป็นยังไงบ้างก็คอมเม้นต์บอกกันได้นะคะ ^^ คอมเม้นต์ของคนอ่านก็เป็นกำลังใจให้คนเขียนคะ
เจอกันตอนหน้าคะ ^^
อ้อ ใครอยากคุยก็สามารถมาฟอลได้ที่ @yochan_xho จ้า^^
ฝากโหวตนะคะ
Tags: channuneo2 Comments